เหตุผลประการหลักเลยที่ทำให้ผมนึกอยากเขียนในวันนี้ เพราะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
ทำไม?
เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันที่ 'เจ็ด' ในสัปดาห์ถ้าท่องนับอย่างเด็กฝรั่งหรือในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ (Sunday Monday Tuesday Wednesday Thursday Friday Saturday) วันที่ 'เจ็ด' เดือนกรกฎาคมซึ่งเป็นเดือนในลำดับที่ 'เจ็ด' และคริตส์ศักราชที่ สองพัน 'เจ็ด'
แท้จริงแล้ววันนี้ในทางด้านกายภาพนั้นไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรที่เป็นพิเศษอื่นๆเลย ไม่มีดาวดวงใดเคลื่อนตัวมาอยู่ในแนวเดียวกัน ไม่มีดาวหางมีชื่อดวงไหนโครจมาปรากฏให้เห็นบนท้องฟ้า ฯลฯ มันก็แค่เป็นวันปกติธรรมดาวันหนึ่ง ที่เราสมมติให้มันมีความหมายขึ้นมา
เรื่องสมมติที่ 1 - เราสมมติให้ตัวเลขแทนวัน-เดือน-ปีเมื่อสองพันกว่าปีก่อนหน้านี้ และนับลำดับเรื่อยมา
เรื่องสมมติที่ 2 - เราสมมติให้มีการเขียนวันที่อย่างย่อแบบตัวเลขเป็นซึ่งจะเขียนได้ว่า 7/7/07
เรื่องสมมติที่ 3 - ตัวเลข 7 เป็นเลขที่มีค่า, เลข 0 ไม่มีค่าจึงว่าทำเสมือนว่ามองข้ามผ่านมันไป
จากเรื่องสมมติซึ่งยังไม่นับ สมมติเรื่องอักขระภาษาที่เราคิดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการสื่อสาร จะได้เป็นเรื่องสมมติสามข้อที่ทำให้เราให้ความสำคัญกับวันนี้ มันคือวันที่เลขเจ็ดมาตรงกันอย่างมีนัยยะ ซึ่งแล้วแต่ว่าใครจะตีความ ว่ามันเป็นวันที่สุดแสนมงคลเพราะถูกโฉลกกับเลขเจ็ดเป็นทุนเดิม หรืออัปมงคลมหาศาลเพราะความผิดบาปทั้งเจ็ดประการในพระคัมภีร์ ฯลฯ
ผมเองก็ยังเป็นหนึ่งที่ติดอยู่ในเรื่องสมมติทั้งสามนั้น แต่ผมไม่ได้บอกกับตัวเองว่ามันมงคลหรืออัปมงคลอย่างไร แค่อยากทำอะไรที่บ่งบอกว่าตัวเองนั้นรับรู้ถึงการโคจรของเลขเจ็ด
หากผมเขียนถึงเรื่องการโคจรของเลขเจ็ดแล้วล่ะก็ จะทำให้ตัวผมเองมีภาพเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต เป็นบุคคลที่สนใจสิ่งเล็กน้อยรอบตัว เป็นคนที่มีความคิดลึกซึ้ง เพื่อแสดงความดีเด่นที่ตัวเองมีให้ใครๆได้รู้ว่า ผมสังเกตเห็นการโคจรของเลขเจ็ดและได้เฝ้าดูมันอยู่ คุณ(ผู้อ่าน)คงไม่สังเกตเห็นล่ะสิ ลองอ่านชื่อเรื่องของผมเสียก่อนเห็นไหมว่าผมรู้อะไรๆดีกว่าคุณ ผมรู้ว่าวันนี้เป็นวันที่ 7/7/07 ผมอาจจะบรรยายภาพที่ผมสร้างเกิดจริงไปสักหน่อย แต่ทั้งหมดนั่นก็เป็นเรื่องสมมติที่จะตามมาด้วยเรื่องสมมติอีกมากมาย
ที่ผมกำลังบอกไม่ได้หมายความว่าเรื่องสมมติดีหรือไม่ดีอย่างไร ผมเพียงคิดว่าบางครั้งเรารวมถึงตัวผมเองด้วยก็ลืมไป ลืมว่ารอบกายเราเต็มไปด้วยสิ่งที่เราสมมติขึ้น เผลอคิดว่ามันเป็นจริงเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เป็นอารมณ์ และก็ยึดติดกับเรื่องสมมติจนถอนตัวไม่ขึ้น แสดงออกทั้งทางอารมณ์และทางกายอย่างรุนแรงและสุดขั้ว คำว่ารุนแรงที่ผมใช้หมายความว่า 'เกินไป'
มีเรื่องราวอะไรในชีวิตให้ดีใจ ภูมิใจ สนุกสนาน รื่นเริง เรียกว่าเป็นคนมีความสุขคนหนึ่ง ก็แสดงออกมาด้วยสีหน้าท่าทาง รอยยิ้ม อย่างร่าเริงบันเทิงใจ แสดงออกมาอย่างเต็มที่ มีความสุขเกินไป
หรือในทางกลับกันเรื่องราวในชีวิตพาให้ โศกเศร้าเสียใจ เพราะความรู้สึกด้านลบทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะเป็นเจ็บป่วยทั้งทางกายทางใจ อกหัก เหงา ชีวิตไม่เป็นอย่างที่ตั้งหวังไว้ ก็จมอยู่กับน้ำตาแห่งความทุกข์ เก็บตัวไม่พบปะใคร เบื่อข้าวปลาอาหาร อาจเลยเถิดไปจนถึงขั้นฆ่าตัวตาย เรียกว่าทุกข์เกินไป
คำถามต่อมาคือ เกินไปนั้นเกินไปจากอะไร?
มันก็จะวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นที่ว่า 'ทั้งหมดทั้งสิ้นมันเป็นเรื่องสมมติไม่ใช่หรอกหรือ?' แล้วเราจะไปจริงจังอะไรกับเรื่องสมมตินัก
วันเสาร์, กรกฎาคม 7, 2007
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
1 ความคิดเห็น:
เขียนดีเเต่ เอ้..เพื่อนเราไปเป็นคนเขียนบทความตั้งเเต่เมื่อไหร่เนี้ย ฮิๆ
krisdawut.wip@gmail.com
แสดงความคิดเห็น