skip to main |
skip to sidebar
นักเรียนม.ปลาย สองคนคุยกันเรื่อง เนื้อหาวิชาที่จะต้องสอบในวันพรุ่งนี้ เด็กคนที่ใส่แว่นตัวเล็กเตี้ยหวั่นใจว่า ตนเองจะอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง แม้แต่หนังสือการ์ตูนที่อยู่ในมือ พร้อมกำหนังสือในมือแน่นและชูให้เพื่อนชายอีกคนดู แล้วหนังสือสอบวิชาชีววิทยาจะรู้เรื่องได้อย่างไรด้วยเพราะว่ากำลัง 'เพ้อ' ถึงสาวต่างโรงเรียนที่บังเอิญเจอกันระหว่างทางไปโรงเรียน ความที่เป็นโรงเรียนชายล้วนจึงตื่นเต้นกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ จนเก็บมาคิดเป็นอารมณ์และยากจะถอนมันออกจากจิตใจได้ ที่เข้าใจดีเพราะผมเองเคยประสบชะตากรรมเดียวกับเด็กแว่นตัวเล็กเตี้ยคนนั้นทั้งที่ผมไม่เคยคิดถึงความรู้สึกนี้อีกเลย ตั้งแต่ที่หญิงสาวคนนั้นทำให้ผมรู้สึก แต่เมื่อได้ยินเด็กสองคนคุยกันประโยคสองประโยคกลับทำให้ความรู้สึกนี้แจ่มชัดขึ้นในจิตใจของผมได้อย่างไม่น่าเชื่ออดีตมักเวียนวนอยู่รอบๆ ตัวเราและมันคอยหาทางเข้าสู่ความคิดของเราตลอดเวลา ถ้าเราอนุญาตอีกครั้งหนึ่ง ผมเป็นผู้ที่ทำให้อดีตของใครบางคนกลับเข้าสู่เจ้าของอดีตนั้นในงาน 45 ปีวรรณศิลป์ จุฬาฯ จัดขึ้นที่สวนสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์ ผมวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่รู้ข่าวว่าจะนำหนังสือทำมือของผมไปวางขาย เพราะงานประเภทนี้ไม่ได้จัดขึ้นบ่อย และหนังสือทำมือก็ไม่ได้ขายได้ตามตลาดเปิดท้ายขายของทั่วไป จึงหวังว่าคงมีโอกาสที่ผู้อ่านจะเดินโฉบไปมาอยู่ในงานบ้าง และคงคนซื้อติดมือกลับไปบ้างลูกค้าคนหนึ่งดูจากลักษณะภายนอกก็พอจะรู้ว่ามีอายุมากกว่าผมมาก เขาชวนผมพูดคุยและถามไถ่ถึงเหตุผลที่ผมมานั่งแบกะดินขายหนังสือแบบนี้ ในตอนหลังผมรู้ว่า อันที่จริงเขาก็เขียนเรื่องสั้นเช่นเดียวกับผมและเมื่อเขาเห็นผมจึงสะท้อนใจเขา เมื่อครั้งที่เขายังเป็นวัยรุ่นหนุ่มเช่นผมเขาก็เป็นเช่นเดียวกับผมอดีตของเขาสั่งให้เขาสนใจผมหากว่าเขาไม่เห็นผมกำลังวางหนังสือขายอย่างนั้น เขาเองก็คงไม่คิดช่วย ถึงเขาคิดจะช่วยแต่ก็คงไม่ได้พยายามเสาะหานักเขียนมือใหม่เพื่อช่วยแน่นอน นอกจากนักเขียนมือใหม่คนนั้นจะมาขอความช่วยเหลือ เขาจึงจะช่วยเป็นเพราะอดีตของเขาเป็นตัวผลักให้เขาปฏิบัติต่อผมเช่นนั้นอดีตของเราไม่เพียงแฝงอยู่ในการกระทำของคนเท่านั้น จริงๆ แล้วผมคิดว่ามันแฝงอยู่ในทุกสิ่งที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นระยะเวลานานๆ อยู่ในสิ่งที่เป็นรูปธรรมทุกสิ่งและสิ่งที่เป็นนามธรรมทุกความหมายดนตรี ภาพยนตร์ หนังสือ โปสการ์ด สิ่งของต่างๆ ที่เป็นความทรงจำ สถานที่ หรือ ชื่อคนบางชื่อ เหล่านี้อาจจะไม่น่าสงสัยว่าทำไมอดีตเราจึงแฝงตัวอยู่ในนั้นได้ และเชื่อว่าทุกคนก็น่าจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับอดีตแฝงอยู่ในสิ่งเหล่านี้ ฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงตอนนั้นตอนนี้ ดูหนังเรื่องนี้แล้วนึกถึงช่วงชีวิตนั้นๆ ตามแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน ฯลฯนอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว 'กลิ่น' เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นึกได้ว่าอดีตก็สามารถแฝงตัวอยู่ได้ จากประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง เมื่อครั้งยังเด็กตอนที่อยู่ต่างจังหวัด ผมชอบขี่จักรยานเล่นในยามเย็นตะลอนๆ ไปทั่ว และกลิ่นที่โชยมาเตะจมูกทุกครั้งคือกลิ่นเผาถ่าน เมื่อเปลือกข้าวถูกเผาจะส่งกลิ่นไหม้ออกมาเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งหากผมได้กลิ่นนี้จะนึกถึงเวลาโพล้เพล้ ท้องฟ้าสีส้มและใกล้มืดเต็มทีอดีตที่วนเวียนอยู่รอบตัวเรานั้นเป็นอดีตที่แสนหวานและอดีตที่ขื่นขม จะเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับปัจจุบันที่เราใช้ว่าเราใช้มันอย่างไร เพราะเหล่านั้นมันจะกลายมาเป็นอดีตที่อยู่รอบๆ เราทั้งสิ้น สิ่งที่สำคัญกว่านั้นและน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องไม่เสพติดอดีตไม่ว่ามันจะหอมหวานหรือฝาดขมสักปานใด
คนที่ประสบความสำเร็จในการทำสิ่งใดๆ นั้น มาจากที่ผู้นั้นลงมือกระทำอย่างจริงจัง มุ่งมั่น ไม่ย่อท้อ มิใช่ความคิดหรือการวางแผนที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่เริ่มต้น เพราะความคิดนั้นไม่ทำให้ถึงความสำเร็จแน่นอนถ้าไม่ได้ลงมือทำ การลงมือทำจะทำให้ได้ความคิดที่สมบูรณ์ขึ้นตามลำดับโดยมีประสบการณ์เป็นครูของความคิด
มันก็เป็นเรื่องเก่าๆ ที่พูดวนเล่าซ้ำกันไปมาหลายต่อหลายรอบแล้ว แต่คนประเภทที่คิดว่าตนเองนั้นมีความสามารถมากมายโดยวัดจากความคิดที่ตนคิดได้ก็ยังแพร่ขยายอยู่ โดยเฉพาะในสังคมที่ยึดถือชื่อเสียง ภาพลักษณ์ในแบบฉาบฉวยมากกว่าตัวผลงาน
ซึ่งจริงๆ คนประเภทนี้มีความคิดดีๆ และสร้างสรรค์อยู่มากมาย แต่กลับมีข้ออ้างให้ตนเองที่ไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้นสักที เช่น ไม่มีเวลา ไม่ได้เรียนมา ทำได้ไม่ดีเท่าความคิด รอไปก่อน ฯลฯ
จะต้องรอไปถึงเมื่อไรถ้าไม่ลงมือทำวันนั้นคงไม่มีทางมาถึงอย่างแน่นอน
วิธีง่ายๆ ที่ใช้เตือนตนเอง ให้ดูว่าในวันๆ หนึ่งเราใช้เวลาไปกับเรื่องอะไรมากเป็นพิเศษ วันๆ หนึ่ง เราทำอะไรขึ้นมาบ้าง และเราได้รับอะไรบ้าง เราเป็นอย่างไรในหนึ่งวัน ผลระยะยาวของมันจะทำให้รู้ได้ว่าชีวิตเราทั้งชีวิตนั้นมีแนวโน้มเป็นอย่างไร จะประสบความสำเร็จหรือไม่อาจทำนายได้ในการใช้ชีวิตเพียงหนึ่งวัน
ส่วนความคิดนั้นมีไว้สำหรับประมวลผลสิ่งที่ได้ทำไปและกลับไปปรับปรุงแก้ไข การวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและออกมาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำและสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที
ความคิดมิได้มีไว้สำหรับการวาดวิมานในอากาศ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ควรวาด ควรวาดเพื่อเป็นกำลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรคตรงหน้า ควรวาดเพื่อจะได้เห็นภาพแต่ไม่ควรติดอยู่แค่ภาพ
คนที่มีความคิดดีๆ มีอยู่เยอะ แต่น้อยคนที่จะลงมือทำ นี่คงเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า 'ทำไมจึงมีคนประสบความสำเร็จน้อยกว่า?'
เดินผ่านแผงหนังสือผมสังเกตเห็นหน้าปกนิตยสารหลายฉบับมีสินค้าและผลิตภัณฑ์เวียนกันขึ้นปก บางเล่มพอไปกันได้ไม่น่าเกลียด แต่ปกบางเล่มน่าจะเรียกว่าโปสเตอร์โฆษณาเสียมากกว่า หากเปิดเข้าไปในเล่มยังมีข้อความบรรยายความดีเลิศของผลิตภัณฑ์นั้นอีก นิตยสารที่เป็นที่นิยมจำนวนหน้าครึ่งหนึ่งต้องเสียให้กับโฆษณา ผมถามตัวเองว่าต้องซื้อโฆษณามานั่งอ่านด้วยเหรอ?
แน่นอนว่าคนลงทุนต้องการให้ขายโฆษณาได้เยอะๆ เพื่อเป็นทุนในการผลิต ส่วนบรรณาธิการต้องการส่งสารไปให้ถึงผู้อ่านอย่างที่ตัวเองต้องการ
แต่หากมีผลกำไรและรายได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะทำให้ตัวนิตยสารมันบิดมันเพี้ยนไป หากพูด(เขียน) โจมตีสินค้าที่ลงโฆษณา ก็ต้องถูกตัดทอนแน่นอน ซึ่งบางครั้งการกระทำเยี่ยงนั้นอาจเป็นการทรยศต่อผู้อ่าน
การโฆษณาที่เป็นแบบผสมหรือที่เราเรียกว่าโฆษณาแฝง หรือ แอดเวอร์ฯ (advertorial) ที่จริงแล้วมีอยู่เกือบทุกวงการ ทั้งสื่อโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ผมในฐานะผู้อ่านและผู้ชมก็พอยอมรับได้กับการแฝงโฆษณา หากไม่บดบังความเป็นเนื้อแท้ของสิ่งที่นำเสนอนั้น หรือไม่ดูว่าเป็นการขายตรงเกินไปนัก
แต่สำหรับนิตยสารซึ่งถือว่ามีการโฆษณาประเภทนี้อยู่มากที่สุดและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่ได้อิงผลกำไรจากยอดขายมันจะทำให้เกิดผลเสียตามมากมากมาย
นอกจากผลข้างต้นแล้ว เรื่องคุณภาพของคนทำนิตยสารเอง งานที่ออกมาหากขาย(โฆษณา)ได้แต่ไร้คุณภาพก็ถือว่าประสบผลสำเร็จ แล้วคนคุณภาพในวงการนิตยสารก็จะค่อยๆหายไป ในเมื่อเราใช้เม็ดเงินเป็นตัววัดคุณภาพของนิตยสาร
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งที่คนทำนิตยสารต้องการคือผลกำไรไม่ว่าจะจากผู้ซื้อหรือโฆษณา หากแต่จุดเริ่มต้นนั้นต่างกัน
เริ่มจากคุณภาพของงาน พิสูจน์ว่ามีผู้อ่านอย่างเหนียวแน่น เพื่อหวังกำไรจากยอดผู้อ่าน
กับเริ่มจากการขายโฆษณาโดยใช้เครดิตของเอเจนซี่และเซลล์ แน่นอนว่าหนังสือประเภทนี้จะมีหน้าโฆษณาอยู่มากกว่าครึ่ง
ตัวอย่างเช่นนิตยสาร a day เป็นนิตยสารที่เริ่มจากคุณภาพของงานและทำให้เป็นความสำเร็จทางธุรกิจได้ สังเกตได้ว่าเล่มแรกๆ แทบจะไม่มีโฆษณาในหน้ากระดาษ ยุคต่อมาเริ่มมีมากขึ้น ต่อมาเริ่มลามเข้าไปในเนื้อหา แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร?
นิตยสารหลายเล่มก็คล้ายๆ กับ a day ในยุคหลังๆ แต่ด้วยคุณภาพที่ไม่ถึงขั้น คือเริ่มจากการให้ขายโฆษณาด้วยเครดิตเพื่อให้ได้เงินมา ก่อนที่จะคำนึงถึงคุณภาพ ถ้าหากวันหนึ่งที่ทุนไม่นิยมมากเหมือนทุกวันนี้ นิตยสารหัวใหม่ที่ผุดขึ้นเต็มแผงคงมีคราวต้องผลุบลงรูไปอย่างแน่นอน
a day ก็ a day เหอะ! (นี่ไม่ได้แช่งนะ)
เรียบเรียงจากบทความ 'ต้นทุนของนิตยสาร' ในสเปซเขียนเมื่อ กุมภาพันธ์ 2549
ตรงเผ่ง!ทุกวันเวลา 7.40 น. ผมจะตื่นขึ้นโดยไม่มีเสียงรบกวนหรือนาฬิกาปลุกใดๆ ทั้งสิ้น เป็นอย่างนี้มาเกือบเดือนเห็นจะได้ แรกตื่น แม้จะงัวเงียแต่ชั่วขณะที่ผมลืมตาขึ้น เรื่องเวลาตื่นที่ตรงกันทุกวันก็ผุดเข้ามาในหัวก่อนเรื่องปัสสาวะ-อุจาระ เช้าวันหนึ่งเพื่อพิสูจน์ผมรีบชะเง้อมองนาฬิกาที่อยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ มันบอกเวลาเหมือนเมื่อเช้าวานไม่มีผิดแปลกตรงที่ผมเข้านอนแต่ละคืนในเวลาไม่ตรงกัน เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ตีสามบ้างก็มีผมคิดว่าอาการนี้น่าจะเกิดจากความกังวลระหว่างนอน กังวลว่าตัวเองจะตื่นสายจนพลาดนัดสำคัญ ไปเรียนไม่ทัน หรือไปทำงานสาย ผมจึงทดลองโดยการตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อรับประกันได้ว่าผมคงไม่ตื่นสายจนไปทำงานสายแน่นอน เพื่อลดความกังวลที่ว่านั่นให้กับตัวเองไปในตัวด้วยผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ที่เวลา 8.00 น. เพื่อทดสอบว่าผมจะไม่ตื่นเวลา 7.40 น. ด้วยความกังวลว่าจะไปสายอีกแล้ว 7.40 น. เช่นเคย ผมตื่นก่อนเสียงนาฬิกาปลุกดัง สมมุติฐานที่ตั้งไว้คงต้องพับเก็บไปและไม่สงสัยจะหาคำตอบว่าเป็นเพราะอะไรเวลาเกือบเดือนผ่านไปวันนี้ผมตื่น 7.40 น. เป็นครั้งแรกในรอบสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องสมมุติฐานที่ผมพับเก็บไปถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง และเชื่อมั่นว่าสมมุติฐานของผมอาจเป็นจริง ไม่ใช่เพราะความกังวลเรื่องไปทำงานสาย หรือกลัวพลาดนัดสำคัญอย่างที่บอก แต่เป็นความคิดคำนึงถึงเรื่องการทดลองของผมเป็นสาเหตุ และแน่นอนว่าก่อนหน้าที่ผมจะสังเกตและคิดเรื่องพิสูจน์สมมุติฐาน สาเหตุที่ผมตื่นตรงเวลาโดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกก็เพราะว่า จริงๆ แล้วมีความกังวลใจอยู่ลึกๆ นั่นเอง