วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 17, 2007

ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง


มันต้องมีบ้างแหละที่รู้สึกเบื่อ เบื่ออะไรก็ไม่รู้บอกไม่ถูกเหมือนกัน อาการเบื่อมันเป็นอย่างนั้น ถึงจะลองเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้ว แต่มันก็ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น แล้วจะทำอะไร?

ไม่อยากนอนเพราะเพิ่งจะตื่น ไม่อยากคิดและเขียนเพราะอยากพักสมองบ้าง ไม่อยากเล่นเกมส์เพราะเสียเวลาไปเปล่าๆ ไม่อยากออกไปข้างนอก ไม่อยากดูโทรทัศน์ ไม่อยากนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ไม่อยาก ฯลฯ

ทั้งหมดนั้นลองมาหมดแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรทำที่ดีกว่านั้น ถ้าอย่างนั้นลองทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำก่อน เริ่มจากเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ ซักผ้า จัดห้องให้ดูเป็นระเบียบเพื่อสร้างบรรยากาศของการเขียนด้วยปากกาและกระดาษดูบ้าง เดินไปซื้อหลอดไฟที่หน้าปากซอยมาเปลี่ยนหลอดที่เสีย เริ่มเกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นบ้างที่รู้ว่าตอนนี้อยากนั่งพัก

เริ่มมีความอยากเขียนขึ้นมาเล็กน้อย แล้วจริงๆ ผมเบื่ออะไรกันแน่?

ผมคิดว่าจริงๆ แล้วผมอาจจะเบื่อตัวเองก็ได้ เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วที่ผมคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ชีวิตดีขึ้นไม่ว่าด้านการงานทั้งของบริษัทและงานส่วนตัวที่มีความตั้งใจจะทำให้สำเร็จ ด้านสุขภาพที่ตั้งใจจะออกกำลังกายทุกวันอย่างสม่ำเสมอและต้องกินอาหารเช้าทุกวัน ผลเปลี่ยนแปลงอย่างหน้ามือเป็นหลังมือทันที ตื่นแต่เช้าออกไปวิ่ง กลับเข้ามากินข้าว ออกไปทำงาน กลับมานอนไม่เกินเที่ยงคืน

ทำอย่างนี้อยู่ได้ไม่กี่วัน มันก็ค่อยๆ กลับไปสู่พฤติกรรมเดิม เรื่องการงานของบริษัทยังไม่น่าเป็นห่วงเท่าไรนัก สิ่งที่น่าเป็นห่วงคืองานส่วนตัวที่มีโครงการมากมายแต่ยังไม่เริ่มลงมืออย่างเป็นชิ้นเป็นอันเสียที ทำโน้นนิดนี่หน่อยจึงไม่ปะติดปะต่อทำให้งานล่าช้า เรื่องสุขภาพยังนอนดึกอยู่เหมือนเดิม ถึงเวลาตื่นจึงตื่นสาย ตื่นแล้วยังนอนต่อจึงต้องอดอาหารเช้าไปทำงาน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้อาจจะมีผลเสียต่องานที่บริษัทได้ในภายภาคหน้า

อาการที่ผมเบื่อมันคงเป็นจุดอิ่มตัวของการให้อภัยตัวเอง เอือมระอากับตัวเองเต็มทีแล้ว แต่นี่เพราะว่าเป็นตัวเองจึงไม่หลุดปากสบถเป็นคำด่า ไม่ไหวอีกแล้วถึงเวลาที่ผมต้องเปลี่ยนแปลง

จึงเป็นที่มาในการของทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่จากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก่อน แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ คงต้องลองดูกันไป

สิ่งเล็กๆ ที่ผมเปลี่ยนคือ ที่วางกระเป๋าสตางค์และของในแต่ละวันที่ได้มา เช่น ใบปลิวหรือจดหมาย เอามาวงไว้บนโต๊ะคอมพิวเตอร์แทน เพื่อมันจะทำให้โต๊ะเขียนหนังสือไม่รก ทำให้น่านั่งเขียนมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไม่ได้เขียนงานด้วยปากกาและกระดาษ ต่อไปนี้ก็คงต้องเขียนด้วยอุปกรณ์พื้นฐานทั้งสองนี้ ถ้าอย่างนั้นแล้วผมก็ไม่จำเป็นต้องเปิดคอมพิวเตอร์และนั่งอยู่ข้างหน้ามันจนตีสองตีสาม ผมก็จะไม่นอนดึก เมื่อไม่นอนดึกผมก็จะไม่...ฯลฯ และมันก็จะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

จากสิ่งเล็กๆ ที่ผมเปลี่ยนจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้หรือไม่นั้นมันขึ้นกับใจผมและผมก็คิดว่ามันน่าจะมาจากการกระทำที่เคยชินอีกอย่างหนึ่งด้วย

ถ้าผมคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้ไปตลอดทุกวันๆ ผมจะต้องทำทุกวันจนเป็นนิสัย ผมจึงเลือกที่จะเริ่มต้นเปลี่ยนที่วางกระเป๋าสตางค์และสิ่งของสัพเพเหระเหล่านั้น เพราะผมทำมันอย่างนั้นทุกวันๆ

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 13, 2007

How to comment: เม้นอย่างไรแบบไม่เม้ม

มีหลายคนที่ไม่เคยใช้ blogspot บอกมาทางเมลว่า มีปัญหากับการลงความคิดเห็น ผมจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ 3 ขั้นตอน

ขั้นแรกเมื่ออ่านจบจะเห็นคำว่า Comment อยู่ตรงท้ายของข้อความ กดไปเลย

ต่อมาจะมีหน้าต่างเล็กๆ ขึ้นมา อย่าตกใจอย่าเพิ่งไปปิดมัน ในนั้นจะมีทั้งความเห็นเก่าๆ และช่องสำหรับให้ใส่ความเห็นใหม่

และสุดท้ายซึ่งสำคัญที่สุด ให้เลือก other สำหรับคนที่เขียนอยู่ที่อื่นหรือถ้าไม่ได้เขียนก็ใส่แต่ชื่อไว้ก็ได้ไม่จำเป็นต้องใส่ให้ครบ หรือถ้าไม่ประสงค์จะออกนามก็เลือก Anonymous

แล้วกด publish your comment เป็นอันเสร็จการแสดงความเห็น

ข้อแนะนำ ก่อนกด publish your comment ให้ copy ตัวหนังสือความเห็นที่เราเขียนไปไว้ก่อนหากเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นมาจะได้ไม่ต้องพิมพ์กันใหม่

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 2, 2007

Tag Reflection

ได้ยินคำว่า tag blog มาก่อนหน้านี้เกือบเดือนเห็นจะได้ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร จนเมื่อบังเอิญเปิดบล็อกของน้องก้าน แล้วเจอชื่อเราอยู่ข้างท้ายกับอีกสองชื่อ จึงเข้าใจในทันทีว่า tag blog มีที่ไปที่มาอย่างไร

ปัญหาที่ตามมาคือไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรลงไป และควรจะเขียนอย่างไร จนเมื่อได้อ่าน
Tag Victim จึงเข้าใจและคิดว่าพอจะเขียน tag กับเขาได้บ้าง เริ่มกันเลยแล้วกัน

ข้อแรก
นอกจากที่บ้านคงยังไม่มีใครหรือน้อยคนที่จะรู้ว่า เราเคยอยากเรียนวิศวะมากๆ ตอน ม.3 ตั้งใจว่าจะไม่เรียนต่อม.4 และไปสอบเข้าเทคโนพระจอมเกล้าพระนครเหนือเพื่อเรียนปวช.ทางสายช่างโดยตรง แต่ก็สอบไม่ติด จึงต้องจำใจเรียนร.ร.เดิม (รร.มัธยมวัดมกุฏกษัตริย์) การเรียน ม.4 นี้ทำให้ความคิดของเราเปลี่ยนไปเป็นคนละคน และไม่คิดอยากกลับไปเรียนวิศวะอีกแต่ก็ได้เรียนจนได้ ตอนกลางวันอยู่ที่โรงเรียนมีเพื่อน กลับบ้านต้องขึ้นห้องทำการบ้านอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนทุกวัน ตอนนั้นอยู่บ้านอาที่เคี่ยวเข็ญให้อ่านหนังสือทุกวัน แต่พออยู่ในห้องคนเดียวเราใช้หนังสือการ์ตูน (คินดะอิจิ, โคนัน, โจโจ้ล่าข้ามศตวรรษ ฯลฯ) นิตยสาร (a day) และวิทยุ ([V]FM จนเป็น Fat Radio, ถามมาซิจ๊ะโดน, หนังหน้าไมค์) เป็นเพื่อน ส่วนหนังสือเรียนก็วางอยู่ในบนชั้นของมันไม่ค่อยได้เปิดผ่านสายตาเท่าไร จากคนชอบอ่านจึงกลายเป็นคนอยากเขียน ทำงานด้านการเขียนมาจนถึงวันนี้

ข้อต่อไป
ตอนที่เราเด็กๆ ยังไม่ประสีประสา คงเห็นว่าไอน้ำที่ลอยขึ้นเหนือน้ำนั้นล่องลอยไปมาเหมือนปุยเมฆจึงอยากจะคว้าเอามาเล่น ใช้มือทั้งสองจุ่มลงไปในน้ำร้อนที่ตั้งทิ้งไว้จนเป็นแผลพุพองทั้งสองข้าง แต่เมื่อโตขึ้นกลับไม่เห็นร่องรอยของบาดแผล เราไม่ได้นึกถึงเหตุการณ์นี้มานานมากแล้วจนเมื่อได้รับ tag และต้องคิดและเขียนเรื่องของตัวเองนี่แหละ

ข้อกลาง
เป็นคนที่ไม่เคยนึกจะดูหนังรักโรแมนติกเลยให้ตายสิ ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แต่ดูแล้วมักจะซึ้งจนเกิดเหตุ บ่อน้ำตาตื้นเขินขึ้นมาทันทีทันใด แต่ถ้ามีคนชวนไปดูก็ไปนะ หนังอีกประเภทที่ทำให้ต่อมน้ำตาทำงานได้ก็พวกหนังที่มีอารมณ์ฮึกเหิมเหมือนมีอะไรไม่รู้มากระจุกตรงคอ หรือแม้แต่โฆษณาเทิดพระเกียรติก็ทำให้น้ำตาลไหลเอาง่ายๆเลย เสียน้ำตาให้กับหนังพวกนี้บ่อยกว่าเรื่องชีวิตตัวเองเสียอีก ถ้าให้นึกว่าร้องไห้ครั้งล่าสุดเมื่อไรคงต้องย้อนไปเกือบ 20 ปีล่ะมั้ง จำไม่ได้แล้ว จริงๆ

ข้อรองสุดท้าย
เราเป็นอาการที่เรียกว่า 'เพลงเดิมซ้ำๆ ซินโดรม' มีอาการฟังเพลงเดิมได้เป็นร้อยๆ ครั้งเปิดวนไปวนมา ให้มัน Repeat One อยู่อย่างนั้นโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย มันก็ช่วยให้มีสมาธิได้ด้วยเหมือนกัน ตอนที่เขียน tag นี้อยู่นี้เพลง Bad Day ของ Daniel Powter ก็วนซ้ำอยู่ บางทีก็ไม่ได้ฟังเพลงหรอก เพียงแต่ว่าความรู้สึกรวม แล้วมันคล้ายเพลงที่เปิดไม่ใช่เนื้อหาที่คล้ายแต่เป็นดนตรีมากกว่าที่สร้างความรู้สึกขึ้น หรือว่าชอบเพลงไหนมากเป็นพิเศษในเวลานั้นก็จะเปิดวน ตอนที่ยังใช้ winamp ฟังเพลงนั้น เพลงที่ทำให้เกิดอาการเท่าที่จำได้ก็เช่น 'วันที่ฉันป่วย' ของArmchair, 'Just a Little Bit' ของLimousine ฯลฯ แต่พอเปลี่ยนมาใช้ iTune ฟังเพลงมันก็กลายพันธุ์เป็น 'อัลบั้มเดิมซ้ำๆ ซินโดรม' อัลบั้มที่ทำให้เกิดอาการก็เช่น 20 ปีเบิร์ดกับฮาร์ท, แดดส่อง:moderndog, Beautiful Ride:ปาล์มมี่ เป็นต้น

ข้อสุดท้าย
เรารู้สึกว่า การเขียนเรื่องของตัวเราเองนั้นยากกว่าเขียนเรื่องสั้นหรือเรื่องคนอื่น เนื่องจาก tag นี้ใช้เวลาในการเขียนนานมาก หรือเพราะว่า เรารู้จักตัวเองน้อยไป

the next tag blogs are
wichstandup wichstandup wichstandup wichstandup wichstandup