วันเสาร์, มีนาคม 24, 2007

โสดเสน่ห์

เฮ้ย! ชีวิตโสดก็ดีเหมือนกันนะ

คนโสดหลายคนไม่คิดแบบนี้หรอก ส่วนใหญ่จะบ่นกันว่าอยากมีแฟน เมื่อไหร่จะหาใครสักคนอยู่ข้างๆ กายเหมือนคนอื่นเขาบ้าง ผมยอมรับว่าผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน เพราะตอนที่อยู่ในชีวิตหนุ่มโสด เที่ยวเล่นกับเพื่อนซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชาย เห็นใครเดินจูงมือกันไปมันต้องได้อิจฉาตาร้อนทุกคราไป ได้แต่ปลอบใจกันไปกันมา พอจะทำให้ลืมความเหงาได้บ้าง

พฤติกรรมของคนโสดมักจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่และเป็นเพศเดียวกัน ลองนึกภาพหนุ่มโสดรวมกันเมื่อไร จะกลายร่างเป็นมนุษย์หมาที่ปากทุกตัว กรณีนี้ผู้หญิงก็ไม่เว้นครับ กลายร่างได้เหมือนกัน แต่อาจจะแค่ซุบซิบกันอยู่ในกลุ่ม


มันก็สนุกดีนะครับ อันนี้พูดตามตรงเลย จะเป็นด้วยความคึกคะนอง หรือ ความสะใจส่วนตัวก็แล้วแต่ เรื่องชาวบ้าน แฟนชาวบ้านมันมีเรื่องให้แซวให้เมาท์ได้ตลอด แต่พอเดินคนเดียวหรือนั่งคนเดียวก็กลายเป็นมนุษย์ขี้เหงา สายตาเหม่อมองฟ้า ยิ่งเป็นฟ้ายามเย็นความเหงามันยิ่งรุมเร้าจับใจเลย

แต่ใช่ว่าคนโสดจะมีแต่ความทุกข์ เพราะ
ผมก็เคยเห็นคนที่มีความสุขกับชีวิตโสดด้วยเหมือนกัน ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีอายุพ้นวัยหาคู่ครองไปแล้ว ถ้าเป็นหญิงก็มีอายุประมาณเริ่มเลขสามนำหน้า ไม่ได้หมายความว่าจะหาไม่ได้แล้วนะครับ อาจจะเป็นเพราะชีวิตรักที่ผ่านๆมาบอกสอนให้รู้ว่ายังมีอะไรที่มากกว่าความรักหากคนสองคนจะอยู่เป็นคู่ชีวิตกัน เริ่มจะพูดกับตัวเองว่าเป็นโสดดีกว่า และปลงแล้วอะไรทำนองนั้นน่ะครับ ก็มีความสุขไปอีกแบบนะ กรณีผู้ชายก็มีครับ แต่อาจจะเป็นกรณีซ่อนเร้นอะไรบางอย่างไว้ได้เหมือนกันอันนี้ต้องดูดีๆ

ถึงยังไงผมก็ยังส่งเสริมให้คนโสดมีความสุขกับชีวิตโสดอยู่ดีครับ ไม่ว่าจะปลงแล้วหรือยังไม่ปลง บางคนอาจแย้งผมในใจว่า คนไม่เคยมีแฟนต่อให้ชีวิตโสดมีความสุขแค่ไหน มันก็ยังโหยหาชีวิตที่มีใครสักคนคอยอยู่ใกล้ๆ ดูบ้าง อยากไม่โสดบ้าง อยากเป็นคนมีเจ้าของบ้าง คนที่เคยมีความรักถึงแม้เจ็บปวดก็ยังดีกว่าคนที่ไม่เคยมีรัก อกหักดีกว่ารักไม่เป็นว่าอย่างนั้นเถอะ

ใช่ครับ คนโสดทุกคนเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ว่าบางคนโหยหาเกินไปกลับกลายเป็นคนอมทุกข์ คิดว่าตัวเองไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครรัก จนทำให้พลาดชีวิตโสดดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย และจะพาลทำให้พลาดคู่ชีวิตดีๆ ด้วยเหมือนกัน

ชีวิตคนโสดที่ดี มันต้องมีความสุขกับตัวเอง ให้เวลากับตัวเองได้ทำสิ่งที่เป็นความสุขบ้าง อยากไปไหน ไปเลยครับ อยากทำไรทำเลยครับ ชีวิตนี้เป็นของเราแล้ว อิสรเสรี ไม่อยากไปคนเดียวก็ไปกับเพื่อนได้ แต่พอรวมตัวกันมากๆ ก็ลดความสนุกในความปากหมานกันบ้าง ก็น่าจะเป็นคนโสดที่มีเสน่ห์โดยไม่รู้ตัวแล้วล่ะ นี่เรากำลังจะตั้งใจเป็นคนโสดที่ดีครับอย่าเข้าใจผิด

แต่บางทีก็ต้องแยกให้ออกนะครับ ระหว่างความอิสระซึ่งกินความไปถึงความเป็นตัวของตัวเอง กับความสันโดษ จะบอกว่าฉันเป็นของฉันแบบนี้ จะอยู่กับฉันต้องรับฉันให้ได้ อย่างนี้เรียกว่าเป็นตัวของตัวเองมากเกินไป และก็ไม่ใช่วิถีคนโสดที่ดีครับ ซึ่งคนโสดบางพวกก็เป็นเช่นนี้จริงๆ ความจริงทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่า 'โสด' นั้นหมายความว่าไร้คู่ คือคนพร้อมที่จะมีคู่ครับแต่ยังไร้คู่ ไม่ได้หมายความถึงคนที่ไร้คู่และไม่พร้อมจะมีคู่

ส่วนคนที่ปฏิเสธการมีคู่โดยสิ้นเชิงเรียกว่า 'คนสันโดษ'สันโดษในที่นี้เป็นคนละความหมายกับทางพุทธศาสนา


สันโดษที่ผมหมายถึงนั้นเป็นความหมายด้านลบ คือการพอใจที่จะอยู่คนเดียวแบบไร้คู่ครองโดยตัวเองไม่ได้มีความสุขอย่างแท้จริง อย่างที่เคยได้ยินบ่อยๆ ว่าเป็นการปลอบใจตัวเองของคนโสด ที่มักจะบอกใครๆ ว่ามีความสุขดี แต่ก็แอบเศร้าเวลาอยู่คนเดียว คนประเภทนี้จะเอาแต่ใจตัวเองอยู่ ภายนอกดูเหมือนคนโสดธรรมดา แต่จะมีทัศนะคติด้านลบกับการมีคู่ครอง เป็นคนโสดแบบแค่นๆ

และผมก็เลยคิดว่า คนที่บอกว่ามีความสุขกับชีวิตโสดอยู่ทุกวันๆ นั้นเขาเข้าใจหรือไม่ว่าเป็นความโสดหรือความสันโดษกันแน่ ถ้าให้ผมทาย ร้อยละ 90 กว่าเป็นคนสันโดษ ส่วนที่เหลือเป็นคนโสดจริงๆ เป็นคนโสดที่น่าจะไม่โสด ถ้าผมเห็นคนโสดจริงๆ อย่างที่ว่านี่ละก็-ก็คงหวั่นไหวได้เหมือนกัน หรือใครจะค้านครับ?

ทีนี้เราก็ยิ้มรับชีวิตโสดของเราได้ซะที ผมเห็นภาพคนโสดเดินไปก็ยิ้มไป มันน่าดูนะครับ ว่าไหม? ไม่ได้บ้า คนโสดไม่จำเป็นต้องเดินหน้าเศร้า ก็คนมันมีความสุข คนมีแฟนเขายังเดินยิ้มกันได้ แล้วทำไมคนโสดจะเดินยิ้มไม่ได้

ผมคงไม่แปลกใจที่เห็นหนุ่มโสดคนหนึ่งและสาวโสดอีกคนหนึ่งยิ้มให้กันและกันโดยไม่ตั้งใจ แล้วกลับกลายเป็นความตั้งใจขึ้นมา ผมคงทำได้แค่บรรยายภาพ แต่ความรู้สึก ต้องเป็นคุณเท่านั้นที่จะต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง


แต่ขั้นแรกต้องเป็นคนโสดให้ได้ซะก่อน!

วันอังคาร, มีนาคม 20, 2007

เพลงไทยแนว comedy tragedy

ผมขำ-ขำโฆษณาที่นำเด็กหนุ่มหน้าตาเหมือนเด็กเรียนและไม่น่าจะเป็นที่ต้องตาของสาวๆ เท่าไรนัก มาเป็นนักร้องในมิวสิควีดีโอที่ถ้าใครได้ดูและฟังก็จะต้องนึกไปถึงมิวสิควีดีโอเพลง 'I Need Somebody' ของ 'บี้ เดอะ สตาร์' อย่างแน่นอน

ผมขำกว่า-ขำพี่ที่ทำงานของแฟนผม เธอชื่อ 'นก' บ้านพี่นกแกติดตั้งเคเบิลทีวีจึงมีช่องให้เลือกดูเลือกชมมาก-มากจนจำไม่ได้ว่าช่องไหนเป็นช่องไหน สถานการณ์แบบนี้พอเข้าใจ มันเยอะเสียจนไม่รู้ว่าจะดูอะไรดี แป้นเปลี่ยนช่องอยู่ในมือก็ได้แต่กดไล่ช่องไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่องฟรีทีวี ช่องหนัง ช่องสารคดี ช่องการเรียนการศึกษา ช่องข่าว และช่องมิวสิควีดีโอ พี่นกบังเอิญเปลี่ยนช่องเจอ พระเอกมิวสิค(โฆษณา) กำลังเต้นและพ่นเนื้อเพลงตามจังหวะ และตัวอักษรด้านล่างจอเปลี่ยนสีไปตามคำที่นักร้องหนุ่มคนนั้นครวญเพลงออกมาเหมือนคาราโอเกะ ด้วยท่าทีที่สุดแสนมั่นใจในความหล่อเหลา เธอหลงคิดไปว่านี่คือมิวสิควีดีโอของนักร้องหน้าใหม่จริงๆ

ในนาทีนั้นพี่นกคงคิดบ่นอยู่ในใจแต่เพียงผู้เดียว แต่หลังจากรู้ว่าเป็นโฆษณาที่ทำเพื่อล้อเลียนจึงได้เอ่ยวาจากับแฟนผมทำนองว่า ก็รู้สึกขัดใจอยู่เหมือนกันที่เห็นนักร้องคนนี้เลียนแบบทั้งเพลงและมิวสิควีดีโอของนักร้องคนดังไม่พอ หน้าตาก็ไม่ดีแถมเต้นไม่พร้อมกันอีก มาเป็นนักร้องได้ยังไงกัน!

แต่ผมเศร้าที่สุด-เศร้ากับมาตรฐานวงการเพลงไทย พี่นกเชื่อว่านั่นคือนักร้องหน้าใหม่จริงๆ ที่มีผลงานวางขายตามแผงทั่วไป และถึงแม้ว่าจะเธอจะรู้สึกขัดแย้งอยู่ในใจแต่เธอก็เชื่อ

เรื่องการเลียนแบบทำนอง มิวสิควีดีโอ หรือแม้แต่การแต่งกายของวงการนักร้องไทยนั้นมีให้เห็นอยู่ตลอดตั้งแต่เริ่มมีเพลงไทยสากลเลยก็ว่าได้ โดยมากจะเลียนมาจากเพลงสากล เพราะคนที่เลียนแบบคงคิดว่ากลุ่มคนฟังเพลงไทยสากลที่จะทำตลาดด้วยนั้น คงไม่รู้จักเพลงเหล่านั้น และคงไม่ใช่เพลงที่กลุ่มคนเหล่านั้นจะซื้อหามาฟัง และอีกเหตุผลก็เป็นเพราะว่ากลุ่มคนฟังเพลงสากลยังน้อยกว่าปัจจุบันมากๆ

เกือบ 10 ปีก่อน ผมบังเอิญได้อ่านนิตยสาร POP เป็นหนังสือเกี่ยวกับวงการเพลงสากล ไปเจอคอลัมน์หนึ่งซึ่งจะจับผิดเพลงไทยเป็นประจำทุกเดือนและเดือนละหลายเพลงด้วย ว่าเพลงเหล่านั้นได้ลอกเลียนแบบมาจากเพลงอะไร ของใคร และเลียนแบบท่อนไหนอย่างไร ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีจำนวนมากถึงขนาดสร้างเป็นคอลัมน์ในนิตยสารประจำเดือนได้จนได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง

เมื่อกระแส 'อัลเทอร์เนทีฟ' ก่อตัวในวงการเพลงบ้านเราโดยผ่านกระบวนการ Fat Radio และ Fat Festival จนกลายพันธุ์มาเป็นกระแส 'อินดี้' และลงท้ายที่กระแส 'เด็กแนว' ที่แสดงออกทางการแต่งกายเสียมากกว่าความสามารถทางดนตรี

ส่วนดนตรีกระแสหลักก็ต้องต่อสู้และรับมือกับกระแสอินดี้ที่รุนแรงมากกว่ากระแสอัลเทอร์เนทีฟหลายเท่าตัว เป็นที่มาให้เกิดรายการ 'เรียลลิตี้' เพื่อสร้างศิลปินหน้าใหม่ขึ้นมาโดยมีกลุ่มคนฟังที่พร้อมเป็นเบาะรองรับเพื่อประกันความเสี่ยงของค่ายเพลงที่อาจจะเจ็บตัวและขาดทุนเพราะคุณภาพของตัวนักร้องเองที่อาจจะยังไม่ได้มาตรฐาน

โดยที่ภาพด้านลบของวงการเพลงไทยที่มักจะเลียนแบบส่วนใดส่วนหนึ่งของเพลงสากลหรือแม้แต่เพลงไทยด้วยกันเองก็ยังไม่ได้เลือนหายไปกับกาลเวลาเลย

ดูเหมือนว่าวงการเพลงบ้านเรากำลังเข้าสู่ยุคมืดอีกครั้ง

วันเสาร์, มีนาคม 10, 2007

The Messengers ผู้ส่งสารลูกโซ่

ผมยังคิดว่าหนังจะมีเรื่องราวต่อไปอีกสักครึ่งชั่วโมงแต่แล้วหนังก็จบลง และยังนิยามไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่เป็น The Messengers อย่างชื่อที่ตั้งไว้

ที่ผมคิดอย่างนั้นไม่ใช่ว่าหนังทิ้งปมหรือฉากชวนฉงนให้คิดต่อเหมือนอย่างหนังผีเรื่องอื่นๆ เป็น แต่เพราะว่าหนังจบอย่างง่ายดายและไม่มีฉากชนิดที่ว่านี้อยู่เลย

ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้คาดหวังอะไรจากหนังเรื่องนี้ นอกจากความน่าสะพรึงกลัวของบรรยากาศที่พี่น้องตระกูลแปงค์จะนำมาป้อนให้ แต่ผมก็ผิดหวังกับหนังเรื่องนี้อยู่ดี ในแง่ของความน่ากลัวหรือสยดสยองนั้นยังทำให้รู้สึกถึงอารมณ์นั้นไม่ได้ ยิ่งเนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวของอาถรรพ์บ้านผีสิงธรรมดาๆ ยิ่งทำให้น่าผิดหวังมากขึ้นไปอีก

แต่ถ้าเรามองข้ามเรื่องนั้นไปแล้วหันมาคิดทบทวนเรื่องราวที่หนังต้องการจะสื่อสารว่าคืออะไร ซึ่งสิ่งที่ผมได้จากหนังเรื่องนี้นั้น เป็นสิ่งที่เกินกว่าความคาดคิดว่าจะได้จากหนังผี(ที่ไม่น่ากลัว)เรื่องนี้

ตัวหนังนั้นมีภาพลักษณ์ของหนังผีเคลือบอยู่บางๆ เท่านั้น แต่แท้จริงมีความเป็นหนังชีวิตครอบครัวอยู่มากกว่า หนังกล่าวถึงปัญหาครอบครัว โดยในที่นี้เป็นครอบครัวชาวอเมริกันทั้งที่ใช้ชีวิตในเมืองและชนบท โดยเน้นไปที่ปัญหาภายในครอบครัวมากกว่าปัญหาที่มาจากข้างนอก

ครอบครัวที่เคยอาศัยบ้านนี้มาก่อนเป็นตัวแทนของครอบครัวในชนบทซึ่งมีปัญหาภายในครอบครัวและต้องการแก้ปัญหาโดยการแยกทางของภรรยาซึ่งสามีนั้นไม่ยินยอมจึงทำให้เกิดโศกนาฏกรรมและกลายเป็นวิญญาณอันเคียดแค้นและโศกเศร้าเวียนวนอยู่ภายในบ้านหลังนี้

ครอบครัวที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่นั้นเป็นตัวแทนของครอบครัวในเมืองที่คิดว่าสภาพแวดล้อมในเมืองนั้นเป็นสาเหตุของปัญหาครอบครัว จึงแก้ปัญหาด้วยการย้ายถิ่นที่อยู่ให้ห่างออกจากตัวเมืองมาอยู่กันในชนบทโดยหวังว่า การย้ายมาอยู่ในที่แบบนี้จะทำให้อะไรๆ เปลี่ยนไปและมันจะให้ชีวิตใหม่สำหรับครอบครัว

บทเรียนจากทั้งสองครอบครัวนั้นคือ ไม่มีใครสนใจว่าแท้จริงแล้วต้นตอของปัญหาต่างๆ ในครอบครัวนั้นคืออะไร พวกเขาทั้งสองครอบครัวต่างหาข้ออ้างให้กับตัวเองโดยเฉพาะพวกผู้ใหญ่ ซึ่งหากมองถี่ถ้วนแล้วปัญหาครอบครัวส่วนใหญ่นั้นเกิดจากภายในครอบครัวนั่นเอง

ถ้าจะให้สรุปแล้วปัญหาของครอบครัวนั้นก็มาจากความไม่เข้าใจกัน หรือเข้าใจกันผิดๆ ซึ่งเกิดมาจากการไม่รับฟังซึ่งกันและกันต่างคนต่างมีเหตุผลของตนที่จะพูดจนไม่มีใครฟังใคร อาจดูเหมือนว่าปัญหาน่าจะถูกกำจัดไปได้โดยง่าย แต่ในทางปฏิบัตินั้นไม่ง่าย เด็กเมื่อเติบโตขึ้นจะมีช่องว่างระหว่างพ่อแม่ทุกคน เนื่องจะอยู่ในโลกส่วนตัวมากขึ้น เมื่อมีสังคมที่โรงเรียนก็มักจะอยู่กับเพื่อนๆมากขึ้น มากจนอาจกล่าวแบบติดตลกได้ว่า

"ถ้าอยากรู้จักลูกของตัวเองให้มากขึ้น ก็ต้องทำความรู้จักเพื่อนของลูกให้มากขึ้น" ซึ่งทุกวันนี้ก็เริ่มจะเป็นจริงอย่างคำที่ว่านี้ขึ้นทุกทีๆ

ผีในหนังก็เปรียบเหมือนช่องว่างระหว่างพ่อแม่กับลูก ซึ่งช่องว่างนี้หากกว้างขึ้นจะนำพาความไม่เข้าใจจนไปถึงน้ำพาสิ่งเลวร้ายมาสู่ลูกๆ และสุดท้ายอาจทำให้ครอบครัวแตกสลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

จะเห็นได้จากตอนที่ 'เจส' ลูกสาวคนโตบอกเล่าสิ่งที่ได้เห็นมา ความน่าสยดสยองที่ได้เผชิญ จนกลายเป็นอาการทางกายอย่างเห็นได้ชัด แต่พ่อแม่กลับลงความเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องตบตาของเจสเพื่อหวังจะได้กลับไปอยู่ในเมืองเหมือนเดิม

พ่อกับแม่ของเจสจึงตั้งแง่กับเจส แทนที่จะพูดจา รับฟัง และเข้าใจเจส เพราะอย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เธอในฐานะลูกคนหนึ่งได้แสดงออกมา นี่เป็นสาเหตุหลักของปัญหาครอบครัวที่มีลูกซึ่งอยู่ในวัยกำลังโตเช่นนี้ จนกว่าความจริงเผยออกมาจึงได้ความกระจ่าง

ซึ่งหนังก็ได้เสนอวิธีแก้ปัญหาช่องว่างนี้ไว้ในฉากที่ เจสกำลังถูก 'เบอร์เวลล์' ซึ่งเป็น 'คนนอกครอบครัว' ดึงลงไปในบ่อซึ่งเต็มไปด้วยโคลนตรมสีดำที่มีแต่วิญญาณและความตาย เบอร์เวลล์เป็นคนงานรับจ้างในไร่ที่คลุ้มคลั่งและได้ทราบในภายหลังว่าเขาเกี่ยวพันกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่บ้านหลังนี้ในอดีต

ด้วยแรงของพ่อก็ยังไม่สามารถฉุดเจสขึ้นมาจากหลุมบ่อนั้นได้ ฉับพลันแม่ของเจสก็มาช่วยดึงอีกแรงจึงทำให้เจสหลุดพ้นจากเงื้อมือของ 'คนนอกครอบครัว' ที่กำลังดึงเธอสู่ความหายนะได้สำเร็จ การรับฟังและยอมรับความเป็นไปของลูกจากทั้งพ่อแม่จะช่วยลดปัญหาได้

ส่วน 'เบน' น้องชายของเจสนั้นยังอายุน้อยเกินกว่าจะรับรู้ถึงความกลัวผีอย่างที่เจสได้รับ แต่เมื่อเด็กชายคนนี้เติบโตขึ้นความทรงจำเกี่ยวกับผี หรือในที่นี้ก็คือตัวแทนของสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายที่พ่อแม่ได้กระทำไว้ก็จะส่งผ่านตัวเด็กที่กำลังเรียนรู้และเลียนแบบสิ่งต่างๆ ที่ได้เห็นและสัมผัสจากรอบตัว จนโตเป็นผู้ใหญ่และอย่างไม่ตั้งใจเขาจะส่งต่อสิ่งที่เขามีอยู่นั้นไปยังคนรุ่นต่อไป

แล้วผมก็เกิดความคิดเกี่ยวกับนิยาม The Messengers ขึ้นมาทันใด หนึ่งในนั้นก็มีคุณกับผมรวมอยู่ด้วย