วันอาทิตย์, เมษายน 29, 2007

แรกสวิง

ครั้งที่รายการแข่งขันกอล์ฟเดอะ รอยัล โทรฟี 2007(The Royal Trophy 2007) ซึ่งเป็นการแข่งขันกอล์ฟระหว่างทีมยุโรปและทีมเอเชีย มาจัดการแข่งขันที่สนาม 'อมตะ สปริง คันทรี คลับ' เมื่อวันที่ 12 – 14 มกราคม 2550 ผมได้มีโอกาสไปดูการแข่งขันแบบติดขอบสนามเป็นครั้งแรก และได้มีโอกาสหวดวงสวิงเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน

ด้วยคอลัมน์ที่ได้รับมอบหมายให้แนะนำหนังสือซึ่งจำเป็นต้องแนะนำหนังสือที่เกี่ยวกับกอล์ฟด้วยอย่างน้อยหนึ่งเล่มต่อเดือน จึงได้มีโอกาสเปิดหนังสือที่เกี่ยวกับกอล์ฟอยู่หลายเล่ม อย่างประเภทที่สอนการเล่นกอล์ฟสำหรับผู้หัดเล่นไปจนถึงเทคนิคสำหรับพัฒนาฝีมือให้เทียบเท่าชั้นโปรกอล์ฟเลยทีเดียว และด้วยความใคร่รู้อยากรู้ว่าการจับกริพ (grip คือบริเวณที่เราจับไม้กอล์ฟ หรือ วิธีจับไม้กอล์ฟ) นั้นจับกันอย่างไร บวกกับได้ขอคำแนะนำกับคนที่เล่นเป็นอยู่บ้างจึงได้ความรู้ในการจับกริพมาซึ่งจะแบ่งวิธีจับเป็นสามแบบคือ

Baseball grip เหมาะสำหรับคนที่ยังจับไม่แข็ง เพราะนิ้วทั้งสิบจะกระชับกริพ

Interlock grip เหมาะสำหรับคนที่นิ้วสั้น มือเล็ก โดยเฉพาะผู้หญิง

Overlap grip เหมาะสำหรับคนที่มีกำลังนิ้วมือมาก เป็นท่าที่โปรนิยมใช้กันมากที่สุด

และในวันนั้นเองขณะที่นักกอล์ฟทั้งสองทีมกำลังออกรอบแข่งขันอยู่นั้น ผมเดินเข้าไปที่ซุ้มของผู้สนับสนุนต่างๆ ซึ่งแต่ละซุ้มก็มีเกมส์ของนักกอล์ฟให้ได้ลองฝีมือกัน เกือบทุกซุ้มจะเป็นการประลองการพัตต์ลูก การประลองการชิพ(Chip คือการตีลูกโด่งจากรอบกรีนขึ้นบนกรีน) ได้ของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ติดมือกลับไป มีอยู่ซุ้มหนึ่งเป็นเครื่องทดสอบวงสวิงพร้อมจอภาพสนามจำลอง เมื่อตีลูกไปแล้วเครื่องจะบอกทั้งความเร็วลูก ระยะที่ได้ ทิศทางที่ลูกวิ่งไป ฯลฯ

ตอนแรกก็กล้าๆ กลัวๆ เพราะเกรงว่าจะหวดผิดหวดถูกไปโดนใครเขาเข้า แต่พี่บก.บอกว่าตีให้โดนก็พอแล้ว ผมนึกในใจว่าแค่ตีให้โดนมันจะไปยากอะไร ตอนนั้นไม่รู้ว่ามันยากง่ายแค่ไหนเพราะไม่เคยลองสวิงมากก่อน ก็คิดว่าลองสวิงดูเสียหน่อยคงไม่เสียหายอะไร

ก่อนสวิงได้คำแนะนำจากพี่ที่ไปด้วยกันว่า "ให้แขนซ้ายตึง หน้าตรง แล้วก็หวดไป" ปรากฏว่าหวดครั้งหนึ่งแบบเกร็งๆ ไม่กล้าตีแบบเต็มกำลัง โดนลูกเต็มใบลูกโด่งขึ้นไปกระทบผ้ายางที่ใช้เป็นฉากขาวรับภาพจากเครื่องฉายภาพ แสดงระยะร้อยกว่าหลา ผมโล่งใจตั้งแต่ดีลูกโดนและไม่วิ่งไปโดนใครเข้าและเรียกว่าสร้างความมั่นใจและเพิ่มแรงดึงดูดระหว่างผมกับกีฬากอล์ฟได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

บางทีผมน่าจะหาเวลาไปสนามไดร์ฟเพื่อจะได้สวิงให้รู้ไปเลยว่าลูกที่ออกไปจากวงสวิงของผมจะวิ่งไปไกลและตรงแค่ไหน

ส่วนผลการแข่งขันเดอะ รอยัล โทรฟี 2007 ในวันนั้นทีมยุโรปเอาชนะทีมเอเชียไปได้ 12½ ต่อ 3½

นักเขียนสายกอล์ฟ

นักเขียนที่ดีจะต้องรู้และเข้าใจในสิ่งที่ตนเองเขียนอย่างดีที่สุดก่อน ซึ่งจะถ่ายทอดสารเหล่านั้นให้กับผู้อ่านได้อย่างดี เป็นคำพูดที่นักเขียนหรือนักอยากเขียนทุกคนจำใส่ใจไว้เสมอ แต่ถ้าสถานการณ์บังคับให้ต้องเขียนในสิ่งที่ไม่รู้และไม่เคยสนใจเอาเสียเลย นักเขียนมีหน้าที่หาข้อมูลอย่างหนักหน่วง เพื่อให้ได้มาซึ่งความคิดรวบยอดและถ่ายทอดสู่ผู้อ่านอีกทอดหนึ่ง

แล้วสถานการณ์บีบบังคับเช่นนั้นก็ตกมาสู่ผม เมื่อผมที่ไม่รู้และไม่สนใจเรื่องกอล์ฟมาก่อน เรียกว่าผมไม่แยแสเรื่องกอล์ฟแม้แต่น้อย ต้องมาเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับกอล์ฟ ผมเริ่มเห็นอุปสรรคอันใหญ่วางขวางอยู่บนทางที่ผมจะเดินไปข้างหน้าเสียแล้ว

แต่เมื่อได้ฟังแนวคิดของคอลัมน์เป็นเพียงแค่การแนะนำรายการแข่งขันที่จะจัดแข่งในแต่ละเดือน พอลงมือเขียนจริงๆ กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะลำพังเพียงแค่วันแข่งขัน ชื่อรายการที่แข่งขัน เงินรางวัล แชมป์เก่า สนามที่จัดแข่ง ไม่เพียงพอต่อข้อมูลที่จะเขียน จะต้องให้เหตุผลด้วยว่ารายการนี้น่าสนใจอย่างไร หรือว่าใครจะล้างตากับใคร ใครมีสถิติดีเลวอย่างไร และใครจะขึ้นอันดับมือวาง หรือ ตกอันดับไป ฯลฯ ซึ่งชื่อนักกอล์ฟที่อยู่ในสารบบของผมมีแต่ ไทเกอร์ วู้ดส์ เท่านั้นทำให้งานที่ดูเหมือนจะง่ายดายนั้นกลับตาลปัตรเป็นตรงกันข้ามเลยทีเดียว

เช่นกันกับอีกคอลัมน์ที่ผมต้องรับผิดชอบคือคอลัมน์แนะนำสนามและสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง หรือในละแวกสนามไปพร้อมกัน ดูคล้ายว่าจะเป็นเหมือนคอลัมน์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแต่มันก็มีอะไรมากกว่าที่ผมคิดไว้อยู่ดี

การที่จะแนะนำสนามได้นั้นอย่างน้อยควรจะเป็นคนที่เล่นกอล์ฟเป็น เมื่อขับรถดูเลย์เอาท์ของสนามแล้วจะสัมผัสถึงความยากง่ายของสนามได้ ที่มากกว่านั้นคือจะต้องเคยออกรอบที่สนามแห่งนี้แล้วจึงถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือว่าหลุมไหนยากง่ายอย่างไร อุปสรรคที่ซ่อนอยู่ในสนามนั้นคืออะไร อย่างนี้จึงจะแนะนำสนามนั้นๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

วิธีแก้ปัญหาของผมคือสอบถามกับคนที่เคยออกรอบที่สนานนั้น เช่น สตาร์ทเตอร์(starter คือผู้ดูแลจัดเวลาการออกรอบของนักกอล์ฟในแต่ละสนามนั้นๆ) ซึ่งผมคิดว่าจะต้องเคยออกรอบในสนามที่ตัวเองดูแลอย่างแน่นอน ซึ่งก็ทำให้ผมได้ข้อมูลมากพอที่จะเขียนแนะนำสนามได้บ้าง

แต่ผมก็รู้สึกสนุกกับการทำคอลัมน์นี้ เหตุผลหนึ่งเพราะผมได้ออกจากโต๊ะทำงานไปนั่งรถของสนามเพื่อขับพาช่างภาพหามุมสวยๆ ของสนามถ่ายภาพ อย่างการถ่ายภาพสนามกอล์ฟซึ่งแตกต่างจากการถ่ายภาพทัศนียภาพ คือจะต้องเน้นให้เห็นแฟร์เวย์ (fairway คือ บริเวณที่หญ้าได้รับการตัดแด่ง จะเป็นเส้นทางที่เหมาะสมซึ่งวางตัวอยู่ระหว่างทีออฟ(tee off คือจุดตั้งลูกเพื่อตีครั้งแรกของหลุมนั้นๆ) และ กรีน (green คือบริเวณที่ใกล้หลุม หญ้าจะใด้รับการตัดแต่งให้สั้นเป็นพิเศษ) ) หรือกรีนอย่างชัดเจน บ่อยครั้งผมก็เก็บภาพทัศนียภาพสวยๆ จากสนามลงในกล้องของผม ส่วนใหญ่จะเป็นภาพฟ้าสีส้มที่ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า ภาพต้นไม้ใหญ่ ภาพดอกไม้หลากสีสัน ฯลฯ

ผมคิดว่าคุณสมบัติของคนทำหนังสือหรือคนเขียนหนังสือที่ยอดเยี่ยมนั้นควรเขียนออกมาได้ทุกเรื่องราว นั่นหมายความจะต้องมีความสามารถในการเรียนรู้ และรู้ให้กว้างที่สุด และหากจำเป็นต้องลงลึกในรายละเอียดก็ต้องทำให้ได้ ผมคิดว่าส่วนใหญ่ที่พูดว่า ทำไม่ได้ ไม่รู้เรื่องนั้น มาจากความไม่สนใจที่จะเรียนรู้เสียมากกว่า เพราะอาจมองว่ายากเกินตัว ไม่ได้เรียนมา หรือว่าไม่มีความสนใจเอาเสียเลย จนต้องมีสถานการณ์บังคับก่อนจึงจะทำได้ หรือมีสิ่งล่อใจอย่างอื่นที่ดึงดูดเอาไว้ให้สามารถทำได้ต่อไป

เหมือนอย่างที่ผมกำลังโดนบีบบังคับให้เขียนอยู่ แต่ก็ไม่ได้ฝืนกับความรู้สึกของผมแต่อย่างใด เพราะถ้าฝืนผมคงจะออกไปตั้งแต่เดือนแรกที่เข้าทำงานแล้ว ผมมีความอยากลองในสิ่งที่ผมไม่เคยมากก่อน อยากรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน แล้วอีกอย่างตอนที่ผมสัมภาษณ์งานก่อนที่จะเข้ามาทำนิตยสารกอล์ฟนี้ ก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องลงไปคลุกกับกอล์ฟอย่างเต็มที่ จะต้องดีกอล์ฟให้เป็นและในอนาคตจำเป็นต้องออกรอบให้ได้

แต่ตอนนี้แม้แต่การจับไม้ผมก็ยังทำไม่เป็น

วันเสาร์, เมษายน 28, 2007

เข้าวงการ

คนประเภทหนึ่งอ่านสตาร์ซ๊อคเกอร์ทุกวี่วัน เปิดเว็บไซด์สยามสปอร์ตดอทคอมทุกครั้งที่ออนไลน์ติดต่อกับโลกแห่งข้อมูลได้ คือวันเสาร์จะต้องอยู่หน้าโทรทัศน์เพื่อนั่งลุ้นดาร์บี้แมทช์ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีคของอังกฤษ ยังไม่นับลีคของสเปน อิตาลี ฯลฯ ความเคลื่อนไหวของวงการฟุตบอลอยู่ในสายตาคนประเภทนี้ทั้งสิ้น

คนจำนวนนี้มีอยู่มากส่วนใหญ่เป็นผู้ชายแต่จำนวนของผู้หญิงนั้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ในสายตาของคนทั่วไปแล้วผู้ชาย 80 - 90 % นั้นน่าจะเป็นคนประเภทที่ว่านี้ แต่สำหรับผมนั้นไม่ได้เป็นผู้ชายแบบนั้น ผมอยู่ในผู้ชาย 10 - 20 % นั้น

ผมไม่ได้เป็นเด็กหงส์ หรือ เด็กผี หรือว่าเด็กอะไรทั้งนั้น แต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่ดูฟุตบอลเอาเสียเลย ดูได้ ดูเป็น แต่ไม่ถึงกับอดตาหลับขับตานอนเพื่อลุ้นว่าคืนนี้ใครจะเก็บ 3 แต้ม นอกจากว่าเป็นการแข่งขันระดับโลกอย่างฟุตบอลโลกหรือโอลิมปิก หรือถ้าผมเป็นเด็กโต๊ะพนันผมก็อาจจะมีแรงจูงใจให้สนใจดูกีฬามากกว่านี้ ไม่เฉพาะฟุตบอลแต่หมายถึงกีฬาประเภทอื่นๆ ด้วย เพราะการพนันมันมักจะแทรกเข้าไปกับกีฬาได้ทุกประเภทอย่างแยกกันไม่ออก

ถ้ายิ่งเป็นกีฬาประเภทอื่นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผมไม่สนใจใคร่ติดตามว่าใครจะขึ้นมาเป็มมือหนึ่งของโลก ใครจะตกอันดับโลก รายการแข่งขันนี้ใครจะได้แชมป์ เงินรางวัลเท่าไหร่ ฯลฯ ไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ หนังสือพิมพ์หน้ากีฬาก็ไม่เคยหยุดอ่านเปิดผ่านอย่างเดียว ถ้าเปิดโทรทัศน์เจอข่าวกีฬาผมจะเปลี่ยนช่องทันที จะเป็นความบันเทิงสำหรับผมมากกว่าถ้าเปลี่ยนช่องไปเจอโฆษณา ซึ่งทำให้ผมทึ่งกับความคิดของคนริเริ่มสร้างสรรค์งานนั้นๆ มากกว่า นักกีฬาที่ทำลายสถิติเสียอีก

แต่แล้วจุดเปลี่ยนมันก็มาถึง เมื่อผมอยู่ในบทบาท 'คนทำหนังสือ' และว่างงานอยู่ประมาณ 2 เดือนแล้ว ยังหางานไม่ได้สักที ช่วงแรกกลับบ้านเกิดไปพักสมองและพักใจสักระยะ ช่วงเวลานั้นมีความคิดว่าจะบวชเรียนเสียก่อนที่จะได้งานก็ดีอยู่เหมือนกัน เพราะรู้สึกว่าสภาพจิตใจพร้อมพรั่งทุกอย่างแล้ว แต่แล้วด้วยความที่รู้จักกับพี่ๆ ในวงการหนังสืออยู่บ้าง ก็มีนิตยสารเกี่ยวกับกอล์ฟเล่มหนึ่งซึ่งต้องการคนทำงานด่วน คุณสมบัติไม่จำเป็นต้องเล่นกอล์ฟเป็นก็ได้ ขอให้ออกไปทำข่าวได้ แปลได้ เขียนได้ ส่วนเรื่องกอล์ฟนั้นค่อยมาเรียนรู้กันอีกที

ผมตกลงโดยไม่ลังเลที่จะไปสัมภาษณ์งาน และผมก็ผ่านการสัมภาษณ์ไปอย่างงงๆ เหมือนกัน เพราะถึงคุณสมบัติจะระบุไว้ว่าไม่ต้องเล่นกอล์ฟเป็นก็ได้แต่ผมว่าคนที่จะเข้ามาทำงานตรงนี้น่าจะต้องติดตามข่าวคราวและสนใจความเป็นไปของกีฬาอยู่บ้าง เรียกว่าถ้าไม่ได้เป็นผู้เล่นก็ควรเป็นผู้ชมอยู่บ้างซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผมไม่มีเอาเสียเลย

ซึ่งผมได้มารู้ในภายหลังว่า เหตุผลที่รับผมเข้าทำงานนั้นจริงๆ แล้วเขาต้องการสร้างคนทำหนังสือเพื่อให้สามารถเขียนเรื่องกอล์ฟได้ มิใช่ให้นักกอล์ฟหรือผู้รู้ด้านกอล์ฟมาเขียนหนังสือเพราะใช่ว่าคนที่รู้และเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นอย่างดีจะสามารถถ่ายทอดออกมาทางตัวอักษรได้ ซึ่งนั่นดูจะเป็นการงบเข็มในมหาสมุทรเสียมากกว่าที่จะหานักกอล์ฟมาเป็นคนทำหนังสือ

อีกประการหนึ่งที่ผมได้เข้าทำงานนี้ อาจเป็นเพราะว่าผมเป็นคนประเภทเสพติดความบันเทิงทั้งหนัง ตนตรี หนังสือ เหล่านั้นอยู่ในความสนใจของผมอย่างลึกซึ้ง ซึ่งแน่นอนผมเป็นผู้รับผิดชอบคอลัมน์บันเทิงเหล่านี้แต่เพียงผู้เดียว ในนิตยสารเล่มนี้

ส่วนเพื่อนร่วมงานในตำแหน่งเดียวกับผมอีกสองคนนั้นก็รับผิดชอบคอลัมน์ที่เกี่ยวกับกอล์ฟในเชิงลึกไป ซึ่งมันก็เป็นไปตามที่ผมคาดเอาไว้ว่า เพื่อนร่วมงานทั้งสองนั้นเป็นผู้ชายในจำนวน 80 - 90 % ที่ว่านั่น ซึ่งผมเป็นผู้ชายคนละประเภท

แต่ในเมื่อผมต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับวงการกีฬาโดยเฉพาะวงการกอล์ฟ และต้องเรียนรู้แง่มุมต่างๆ ในวงการนี้ให้มากยิ่งขึ้นเพื่อใช้ในการเขียนบทความดีๆ ในนิตยสารกอล์ฟ ผมก็ต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากพวกเขาให้มากเท่าที่จะมากได้

นี่คงเป็นการเริ่มต้นที่ดี

วันอังคาร, เมษายน 17, 2007

แห้วกินใจ

ถึงจะเปลี่ยนชื่อ 'แห้ว' เป็น 'สมหวัง' แห้วก็ยังเป็นแห้วอยู่ดี

และถึงใครจะกินแห้วก็ไม่ได้แปลว่าความรักของคนนั้นจะแห้วดามไปด้วยเสียเมื่อไหร่ เหมือนกับคนที่ทั้งชีวิตไม่ขอกิน 'ระกำ' เพราะกลัวว่าชีวิตจะต้องระกำชำชอก หรือ ชาวสวนไม่ปลูกระกำเพราะกลัวว่าจะต้อง ตกระกำลำบาก เปลี่ยนมาปลูก 'สละ' แทน เดี๋ยวนี้เราจึงได้กินสละบ่อยกว่าระกำ เกษตรกรท่านใดเชื่อเรื่องพวกนี้ก็คงอดตายแน่นอน

ใครริจะลิ้มรสรัก มีไม่น้อยที่ได้รสแห้วไปลองลิ้มก่อน เป็นรสชาติของความผิดหวังโดยเฉพาะในเรื่องความรัก อาการนี้บรรยายความรู้สึกค่อนข้างยากเพราะมีหลายกรณีและอาจเกิดจากหลายสาเหตุ จึงทำให้มีหลายอารมณ์ แต่พอบอกว่า 'แห้ว' คำเดียวก็เข้าใจได้ทันที

ไม่รู้ว่าแห้วนี้โยงมาอยู่ในเรื่องความรักได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็ยังใช้กันเรื่อยมาแม้ไม่ได้อินอยู่ในกระแสของคำศัพท์แสลงของวัยรุ่นในรุ่นนั้นๆ แต่มันก็ยังถูกหยิบยกขึ้นมาอธิบายอารมณ์ผิดหวัง พลาดเป้าในเรื่องอื่นๆ นอกจากเรื่องรักใคร่อีกด้วย แต่ในกรณีนี้เราจะเน้นไปความหมายที่เกี่ยวข้องกับความรักความใคร่

เมื่อเราเริ่มต้นปฏิบัติการจีบเมื่อไหร่ คุณก็ถือเป็นบุคคลที่มีสิทธิ์แห้วได้แล้ว ถ้าคิดจะจีบคนที่ไม่รู้จัก ไม่เคยพูดคุยกันมาก่อน ซึ่งประโยคแรกอาจกลายเป็นประโยคสุดท้ายที่ได้คุยก็เป็นได้ อย่าเพิ่งด่วนสรุปนั่นอาจจะเป็น 'แห้วปลอม' ก็ได้ ถ้าได้คุยกันมากขึ้นก็ทำให้รู้จักกันมากขึ้น คุยกันถูกคอ ทีนี้เราก็สานต่อได้ไม่ยาก ให้คิดไว้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะโชคดีได้เจอคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีคุยด้วยกันฉันเพื่อนตั้งแต่ประโยคแรก ยิ่งถ้าไม่มีเรื่องให้ต้องคุยกันเช่นคนที่ทำงานด้วยกัน หรือเป็นเพื่อนของเพื่อน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะผ่านประโยคแรกไปได้อย่างง่ายดายแน่นอน

เมื่อประโยคต่อๆ ไปตามมา ความรู้สึกของเรายิ่งบอกว่าใช่ แต่หารู้ไม่ว่าความรู้สึกของเขานั้นเฉยๆ ก็เป็นแค่เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนร่วมห้องเรียนเท่านั้น แต่เรายังแสดงออกอย่างนอกหน้า เขาอาจจะเริ่มจะรู้สึกแปลกๆ กับเรา นั่นเป็นเพราะว่าเราแสดงออกมาเร็วเกินไป นอกหน้าเกินงาม คุณมีความเสี่ยงที่จะแห้วอีกแล้ว
บางคนอาจเจอกรณีที่เขาหนีหน้าไปเฉยๆ โทรไปหา เขาก็ไม่อยากรับเพราะกลัวว่าเราจะคิดมากไปกว่าความเป็นเพื่อนที่เขาต้องการ ถ้าอย่างนี้แล้วให้ทำใจได้เลยว่าโอกาสแห้วของเรามาถึงอีกแล้วเช่นกัน

แต่! มันก็ยังพอมีโอกาส สำหรับคนที่มั่นใจว่าเขาใช่แน่นอน จงพยายามต่อไป และให้กำลังใจตัวเองว่า ยังสามารถแก้สถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ได้อยู่

สถานการณ์แบบนี้มันไม่ได้เป็นแบบที่ใจเราต้องการ ฉะนั้นเราต้องทำใจและยอมรับความจริงก่อนว่า เขาไม่ได้รู้สึกกับเราอย่างที่เรารู้สึกกับเขา แล้วหาโอกาสบอกให้เขาเย็นใจๆ ว่าเราไม่ได้คิดเกินกว่าเพื่อนอย่างที่เขาเข้าใจ และเราก็ต้องทำอย่างที่บอกเขาไปให้ได้ ถึงแม้ว่าใจจะคิด ก็ต้องพยายามไม่แสดงออก

ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่แล้วว่าเขายังไม่มั่นใจในคำพูดของเราแน่นอน ตรงนี้เองที่ต้องใช้ความอดทนอาจจะนานเป็นปีๆ เลย ผมถึงแนะนำให้ใช้สำหรับคนที่คิดว่าเขาใช่จริงๆ เท่านั้น หากว่ามีหนุ่มอื่นหรือสาวใดผ่านเข้ามาแล้วถูกใจกว่าเราก็ยัง ได้เขาคนนั้นเป็นเพื่อนให้คำปรึกษาเราอยู่ เรียกว่าไม่เสียเพื่อนว่างั้นเถอะ


แต่กรณีที่เรียกว่าแห้วของแท้ของจริง ก็ต้องรู้แน่ว่าเขามีคู่เป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว นี่คือแห้วจริงๆ เลิกคิดไปแย่งแฟนชาวบ้านดีกว่า คนที่ดีกว่าและเข้าใจเรามากกว่าซึ่งไม่มีแฟนนั้นยังมีอยู่ อย่าได้ไปริเริ่มปฏิบัติการจีบเลย ผิดศีลเปล่าๆ และเวรกรรมในเรื่องความรักก็มีจริงเสียด้วย ปล่อยให้คนที่ไร้ศีลธรรมเหล่านั้นปฏิเสธคำว่าแห้วและเดินไปรับคำว่าโฉดชั่วไปก็แล้วกัน

ผมเคยเจอกรณีแห้วแท้ๆ นี้อย่างเร็วที่สุดกับตัวเอง ในประโยคแรกของปฏิบัติการจีบ

ผมถาม เธอที่นั่งกินขนมและกำลังอ่านหนังสืออยู่ว่า
"กำลังรอใครเหรอ?"

ใบหน้าเธอยิ้มเป็นมิตรด้วยความที่คุ้นหน้าเพราะเรียนคณะเดียวกัน เธอตอบว่า "รอแฟนน่ะ"

บทสนทนานี้สอนให้รู้ว่าอย่าถามถึงบุคคลที่สามในประโยคการจีบเด็ดขาดไม่อย่างนั้นคุณมีสิทธิ์จะได้แห้วคำโตเลยทีเดียว

ถ้าแห้วของคุณไม่ใช่กรณีที่เขามีแฟนแล้ว นั่นแสดงว่าใจของคุณแห้วไปเอง อย่ากลัวความผิดหวังถ้าคุณยังไม่ได้หวังอะไรเลย อย่าให้ต้นแห้วเจริญงอกงามในใจคุณ

ลองเอาอย่างประโยคที่เราได้ยินกันบ่อยๆ สิครับ 'ตื้อเท่านั้นที่จะสมหวัง' ใช่ผมเชื่ออย่างนั้น แต่ต้องเป็นการตื้ออย่างมีศิลปะ ไม่ใช่การเสนอหน้า ไม่ใช่การป้อนคำหวานเลี่ยนๆ แต่มันคือการทำให้ตัวเองมีคุณค่าขึ้น จริงอยู่หน้าตามันพัฒนากันได้ไม่เท่าไหร่แต่เรื่องความสามารถ สติปัญญา ความดีงาม มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ความรู้สึกดีๆ กับตัวเอง ฯลฯ เหล่านี้จะทำให้ตัวเรามีคุณค่ามากขึ้น

อย่าได้ดูถูกตัวเองเป็นอันขาด ไม่แน่คุณอาจจะกลายเป็นคนแจกแห้วให้ใครๆ กินก็ได้ใครจะรู้

คนแอบรัก

ใช่ว่าทุกคนจะเคยมีประสบการณ์เป็น 'คนแอบรัก' เพราะส่วนใหญ่แล้วเข้าทำนอง 'แอบชอบ' หรือไม่ก็ 'แอบหลง' เสียมากกว่า

กรณี 'แอบหลง' นี่จะเจอบ่อยที่สุดครับ คือยังไม่ทันได้รู้จักนิสัยใจคอกัน เห็นหน้ากันแวบเดียว ก็พร่ำเพ้อละเมอกันไปใหญ่ นึกว่าสบตาบ้าง ยิ้มให้บ้าง ซึ่งมันยังห่างไกลจากอาการแอบรักอยู่มากทีเดียว

จะว่าไปคงต้องย้อนไปถึงความหมายของคำว่ารักกันเลยทีเดียว ลองเปิดหากความหมายคำว่ารักในพจนานุกรม เขาบอกเอาไว้ว่า รักหมายถึง ชอบ, ใคร่, มีใจผูกพัน ผมเลยลองเปิดไปหาคำว่าชอบได้ความหมายว่า พอใจ ซึ่งมันก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนอยู่ดี เรื่องของความรักคงยากที่จะถ่ายทอดเป็นตัวอักษร

แต่ผมบอกได้อย่างหนึ่งว่ารักนั้นเป็นความรู้สึกที่เรามีอยู่ตลอดเวลาแบบไม่รู้ตัว เรามีความรักต่อสิ่งต่างๆ หรือบุคคลที่อยู่ภายในจิตใต้สำนึก ความรักแบบนี้ไม่มีอาการภายนอกแสดงให้เห็นนอกจากว่า กำลังจะสูญเสียสิ่งๆ นั้นหรือใครคนนั้นไปจึงจะแสดงออก อย่างนี้จะเรียกว่าแอบรักได้หรือเปล่า? ก็เป็นไปได้นะครับ

ถ้าอย่างนั้นเวลาที่เจอใครสักคนหนึ่ง ใครคนนั้นเข้ามาในชีวิตเรา เป็นเพื่อนที่ดีกับเรา ไปไหนไปกัน เรียกได้ว่าทำให้เรารู้สึกดีอย่างประหลาดและไม่เคยได้เจอจากใครมาก่อน อาจจะฟังดูแล้วเน่าๆ แต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ คนๆนั้นทำให้เรากล้าสารภาพกับเพื่อนว่า "ชอบคนนี้จังเลย" อยากเป็นแฟนด้วย แต่ไม่เคยปริปากอะไรสักคำเวลาอยู่ต่อหน้าคนๆนั้น ใครมีอาการแบบนี้แสดงว่าโดนเชื้อ 'แอบชอบ' เล่นงานเข้าให้แล้ว

หรือถ้าอาการหนักกว่านั้นก็คือ คนที่เราแอบชอบนั้นกลับกลายเป็นเพื่อนสนิทเราเสียเอง คงไม่ต้องบรรยายความรู้สึกว่ามันอึดอัดแค่ไหน เพื่อนหญิงของผมคนหนึ่งเธอแอบชอบเพื่อนในกลุ่มมาเป็นระยะเวลานานพอดู นานพอที่เธอจะสังเกตว่าเพื่อนชายที่เธอแอบชอบนั้นอาจจะคิดเหมือนกับเธอ แต่เธอก็ไม่แน่ใจ เพราะบางครั้งเขาก็ไปทำดีกับเพื่อนหญิงอีกคนที่อยู่ในกลุ่มเหมือนที่ทำกับเธอ เธอคิดว่าเธออาจจะคิดมากไปเอง แต่แล้วบางเหตุการณ์ก็ทำให้เธอเกิดความรู้สึกที่ไม่ธรรมดา เธอตัดสินใจเล่าความจริงในใจที่เก็บไว้มานานให้เขาฟัง

ผมได้ฟังก็คิดไปว่าสิ่งที่เธอทำนั้นเป็นการกระทำที่เสี่ยงมาก เธอเองก็รู้ดีว่าเสี่ยงแต่เธอก็ตัดสินใจบอกเขาไปด้วยความมั่นใจ ถ้าหากเขาไม่ได้คิดอย่างที่เธอคิด บางทีความเป็นเพื่อนของทั้งสองอาจจบลงในวันนั้น แต่เพื่อนของผมคนนี้เธอโชคดีที่เขามีท่าทีตอบรับคำสารภาพของเธอ แล้วทั้งสองก็ตกลงเป็นคู่รักกัน ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีแบบนี้หรอกครับ แต่ถ้าเธอไม่เสี่ยงบอกไปก็ยังเป็นเพื่อนกันต่อไป ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย

แล้วสำหรับผู้ที่เจอเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้แล้วไม่กล้าบอกเพราะยังไม่มั่นใจว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะตอบรับหรือปฏิเสธ และกลัวเสียเพื่อนมากกว่าอยากมีแฟน กลัวว่าจะไม่ได้ใกล้ชิดอย่างเคยมากกว่าการเสี่ยงและอาจกลายเป็นคนไม่รู้จักกันไปเลย


ใช่ว่าผมจะให้เก็บความในใจนั้นไว้กับตัวเองไปตลอด อย่างที่ผมบอกไว้ว่าความรักไม่จำเป็นต้องเป็นตัวอักษรหรือแม้แต่คำพูดก็ได้ครับ แสดงความรักออกมาด้วยการกระทำแต่อย่าแสดงความเป็นเจ้าของ ต้องค่อยๆ ดูท่าทีกันไป อย่าแสดงออกมากเกินไป หรือแม้แต่เอาตัวออกห่างเกินไปก็ทำให้สงสัยได้เหมือนกันโดยเฉพาะถ้าเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันแล้วยิ่งน่าสงสัย ซึ่งจะทำให้คนที่เราแอบชอบเริ่มรู้ตัว ว่าโดนเราแอบชอบอยู่ แล้วถ้าเขาไม่เล่นด้วยอาจจะเสียเพื่อนไปได้ ทั้งที่เรายังไม่ได้ปริปากเผยความในใจเลยด้วยซ้ำ

ตอนมัธยมผมเคยคิดคำคมของผมเอง มันบอกเอาไว้ว่า "มือใหญ่กว่าปาก" มันอาจดูตลกๆ ก็คงไม่มีใครมีปากใหญ่กว่ามือหรอกนะครับ แต่ก็นั่นแหละผมกำลังบอกว่าการกระทำมันบอกอะไรๆ ได้ดีกว่าคำพูด และการกระทำก็ทำให้สิ่งใดๆ สำเร็จกว่าแค่คำพูดด้วย เรื่องความรักก็ไม่เว้น เหมือนน้ำหยดลงหินทุกวันยังกร่อนได้นะครับ

ไม่ต้องพูด ไม่ต้องเสี่ยง ไม่ต้องกลัวเสียเพื่อน ยังได้แสดงความรู้สึกออกมาให้บรรเทาความอึดอัดลงได้บ้าง ในเวลาที่เห็นคนที่เราแอบชอบไปกระหนุงกระหนิงกับคนอื่นดูมีความสุขดี เราไม่คิดมากไปเอง ไม่คิดว่าเราเป็นเจ้าของ ไม่ลืมตัวว่ายังเป็นเพื่อนกันอยู่ผมว่าแบบนี้แหละครับที่เรียกว่า 'แอบรัก'

ลองคิดอีกทีว่าความรักคืออะไรกันแน่ แต่คงไม่ใช่การแสดงความเป็นเจ้าของแน่นอน หากเราแสดงออกไปด้วยความรักโดยไม่ได้หวังที่จะได้มาครอบครองนั่นจะทำให้เราเป็นสุขอย่างแท้จริง นั่นทำให้แอบรักต่างจากแอบชอบ แต่น้อยคนที่จะเป็นคนแอบรักได้หรืออาจไม่ได้แล้วในโลกนี้

ถึงเขาตัดสินใจเลือกคนอื่น นั่นเป็นสิ่งที่เขามีความสุข แม้ว่าเขาไม่ได้มีใจให้เราแต่เราเป็นเพื่อนที่ดีสำหรับเขาอยู่

ถ้าไม่เสี่ยงอาจจะช้าจนต้องเสียคนที่เราแอบชอบให้คนอื่นไป อย่างมากก็เสียดายไปเป็นเดือนๆ ปีๆ


แต่เพื่อนดีๆ ตลอดชีวิตนี้ก็อาจจะหาไม่ได้อีกแล้ว

วันเสาร์, เมษายน 7, 2007

เกรงน้ำใจ

สิ่งที่เรียกว่า 'น้ำใจ' นี้เป็นสิ่งที่ผู้ให้ต้องการส่งถึงผู้รับโดยไม่มีผลประโยชน์ใดๆ เคลือบแฝง ส่งผ่านไปด้วยความจริงใจ เป็นความเอื้อเฟื้อที่มีต่อกัน เผื่อแผ่ไปให้ผู้ที่กำลังต้องการมันจริงๆ ซึ่งผู้ที่รับไปนั้นจะประทับใจจนไม่รู้ลืม

สิ่งที่เรียกว่า 'ความเกรงใจ' นี้ก็เป็นเรื่องของความรู้สึกภายในจิตใจ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากความกลัวว่า ตนเองจะไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นทั้งทางกายและทางจิตใจ

สองสิ่งนี้จำเ็ป็นต้องตั้งอยู่บนความพอเหมาะพอดีจึงจะบรรลุถึง

หากน้อยไปก็จะเป็นคนแล้งน้ำใจ ไม่มีความเกรงอกเกรงใจมากเข้าๆ ก็จะกลายเป็นพวกเอาเปรียบคนอื่น แต่ถ้ามากไปอาจจะทำให้ตัวเองตกระกำลำบาก คือช่วยคนอื่นจนเอาตัวไม่รอด เกรงใจมากเกินไปคนอื่นๆ รอบข้างอาจจะเห็นเป็นคนหยิ่งยโสจนเข้าถึงได้ยาก

จะมีปัญหาอีกกรณีหนึ่ง เมื่อมีผู้แสดงน้ำใจแต่ผู้รับนั้นเกิดเป็นคนที่ช่างเกรงใจ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกือบเป็นปัญหาใ้ห้ลองได้พิจารณากัน

นี้เป็นวันที่นัดสังสรรค์ระหว่างเพื่อนฝูงซึ่งไม่เจอะเจอกันนาน อันที่จริงแล้วก็เป็นพี่ๆ น้องๆ กันเสียมากกว่า ด้วยว่าวัยวุฒินั้นต่างกันอยู่เป็นรอบๆ เห็นจะได้ แต่อายุงานที่บริษัทแห่งนั้นคงไม่เหลื่อมล้ำกันมากเป็นปีครึ่งปี เป็นเดือนเห็นจะได้ คราวนี้ก็นัดกันบนโต๊ะอาหาร เมื่ออิ่มหนำกันถ้วนหน้าแล้ว พี่คนโตสุดออกปากจะชำระค่าอาหารแต่เพียงผู้เดียว แต่พี่คนรองไม่ยอมท่าเดียว อาจเพราะู้รู้สึกว่าตนเป็นผู้นัดแนะพี่คนนี้มาและจะเข้าใจกันไปว่านัดมาให้เลี้ยงอาหาร แต่โดยนิสัยของแกก็มีความขี้เกรงใจเป็นทุนเดิมสูงอยู่แล้ว ก็ยิ่งไปกันใหญ่ พี่คนโตว่าถ้าไม่ให้เลี้ยงอาหารมื้อสักครู่นี้จะโกรธและไม่มาให้เจอหน้ากันอีกเลย ว่าแล้วพี่คนรองก็ยังยืนยันที่จะไม่ให้จ่ายค่าอาหารเลี้ยงน้องอยู่ดียืนยันจะออกด้วยกันถ้วนหน้าเหมือนที่ได้กิน จากหน้าตาของพี่คนโตตอนนี้ไม่น่าจะแค่พูดกันเล่นๆ ที่ว่าจะไม่มาให้เห็นหน้าอีก ท้ายสุดแล้วก็ยินยอมแต่โดยดีให้พี่คนโตเลี้ยงอาหารมื้อนั้นกัน

อันที่จริงพี่คนโตคงไม่คิดจะโกรธน้องๆ อย่างจริงจังแต่หากว่าไม่ยอมรับน้ำใจนั้น เพียงแต่พี่คนโตคงรู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้างข้างใน นานๆ เข้าพาลจะลบความตั้งใจดีๆ ที่กลั่นออกมาเป็นน้ำใจทำให้เหือดหายแห้งแล้งไปได้เหมือนกัน

คงเห็นว่า น้ำใจ และ ความเกรงใจ นั้นเมื่อได้มาปะทะกันเมื่อใดแล้วอาจทำให้เกิดเป็นข้อวิวาทะกันได้ อาจไม่ถึงกับวิวาทเพราะทั้งสองฝ่ายที่ปล่อยความตั้งใจที่ดีทั้งสองประการนั้นเป็นผู้มีความดีอยู่ภายในระดับหนึ่ง

สถานะที่ดีระหว่างคนในสังคมหรือแม้แต่กลุ่มเพื่อนด้วยกันนั้นควรมีการให้และรับ เอื้อเฟื้อแก่กันไม่ใช่รับแต่ฝ่ายเดียว หรือให้อยู่ร่ำไปแต่ไม่้้รับของๆ ใคร

แต่ก่อนผมคิดว่าคนควรรู้จักเป็นผู้ให้ เพื่อรู้จักที่จะให้อย่างจริงใจนั้นเป็นสิ่งที่ยาก แม้ภาพนอกจะเห็นว่าเราเป็นผู้ให้ แต่ภายนั้นเรารู้ว่าเราจริงใจกับการให้ครั้งนั้นหรือไม่

จากเหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่าการเป็นผู้รับนั้นก็เป็นเรื่องยากเย็นอยู่เหมือนกัน

บางทีการเป็น 'ผู้ให้' ก่อน น่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี