วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 7, 2008

เรื่องราวในความฝัน

ผมจะไม่บอกว่า 'โลกของความฝัน' นั้นมีหรือไม่มีอยู่จริง แต่ผมจะบอกว่า 'โลกของความฝัน' กับ 'โลกที่เราตื่น' นั้นมีความเชื่อมโยงกันอยู่

โลกของความฝันที่ผมกล่าวถึงก็คือ โลกใบที่ผุดขึ้นยามที่เราเข้าสู่ห้วงนิทรา เรื่องราวต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของเราทุกครั้งไป ถึงแม้บางคนเคยพูดไว้ว่า สามารถบังคับความฝันให้เป็นไปตามที่ใจคิดก็ตาม


แต่จุดริเริ่มของความฝันมันก็ไม่ได้เกิดจากความคิดริเริ่มของเรา ความฝันเหล่านั้นผุดพรายขึ้นมาเองทั้งนั้น

การที่บอกว่าสามารถบังคับความฝันได้นั้นก็หมายถึงว่า เมื่อความฝันได้ผุดขึ้นมาและดำเนินเรื่องราวของมันไปก่อน เราจึงจะสามารถบังคับมันได้


หาใช่ความสามารถในการบังคับให้เริ่มฝันเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้เอง หรือแม้แต่การบังคับให้ตัวเองฝันหรือไม่ฝันในการหลับใหลในแต่ละครั้งก็ทำไม่ได้

ดังนั้นที่มา เนื้อหาและเรื่องราวของความฝันที่ปรากฏขึ้นมาในขณะที่เราหลับนั้นจึงน่าสนใจ ว่าแท้จริงแล้วมันก่อร่างสร้างเรื่องมาได้อย่างไร แล้วความฝันมีเรื่องราวและเนื้อหาสาระอะไรบ้าง

หากจะแบ่งความฝันออกเป็นตามเนื้อหาของมันตามประสบการณ์ที่ผมเคยประสบมาแล้วก็พอจะแบ่งได้เป็นสองแบบใหญ่ๆ

ความฝันแบบแรกคือ ความฝันที่อิงจากสถานการณ์ทางความคิดที่เราหมกมุ่นอยู่ในช่วงเวลานั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ความคาดหวัง ความต้องการ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะแปรสภาพมาเป็นเรื่องราวในความฝัน โดยมีการแต่งแต้มด้วยฉาก ตัวละคร ซึ่งแตกต่างกันออกไปตามแต่ประสบการณ์และสภาพแวดล้อมของแต่ละคน

ยกตัวอย่าง ถ้ามีคนสองคนคิดหมกมุ่นในเรื่องเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน สมมุติว่าให้มันเหมือนกันทุกประการ หากแต่ในความฝันเรื่องนั้นๆ ประเด็นนั้นๆ ก็จะถูกแปรสภาพไปเป็นความฝันที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงก็เป็นไปได้

ความฝันแบบนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า 'โลกของความฝัน' นั้นไม่ได้เป็นอิสระจาก 'โลกที่เราตื่น' มันถูกยึดโยงอยู่ด้วยความคิด สภาพแวดล้อม อะไรก็ตามจาก 'โลกที่เราตื่น' โดยตรง


แม้ว่า 'โลกของความฝัน' จะฉาบชุบเอาไว้ด้วยฉากและเทคนิคพิเศษ สเปเชียลเอฟเฟ็กต่างๆ ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ใน 'โลกที่เราตื่น' ก็ตามที

ความฝันอีกแบบหนึ่งก็คือ ความฝันที่เราคิดว่ามันไม่มีต้นสายปลายเหตุ แต่มันมี มันมักจะพาเราไปในสถานที่ที่เราไม่เคยไป พาเราไปพบเจอใครที่เราไม่รู้จัก และไม่อยู่ในขอบเขตของจินตนาการที่เราคิดถึง อาจจะเคยคิดไว้แต่ก็ได้ลืมมันไปหมดสิ้นแล้ว


ซึ่งแท้จริงแล้วมันยังคงฝังอยู่ภายในจิตใต้สำนึกของเรา และมันมักจะผุดขึ้นมาในวันที่เราลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปหมดแล้ว หรืออาจเพราะเราไม่ได้เก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาคิดอย่างจริงจังแต่เก็บมันใส่จิตใต้สำนึกโดยไม่รู้ตัว

ความฝันแบบนี้เป็นตัวแสดงว่า 'โลกของความฝัน' พยายามแยกตัวออกจาก 'โลกที่เราตื่น' อย่างสิ้นเชิง


หากเราไม่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับจิตใต้สำนึก นั่นแปลว่าเราจะไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ความฝันแบบนี้ได้เลย และอาจจะบอกว่ามันเป็นความฝันที่ไม่มีที่ไปที่มา เพราะเรายังไม่เคยได้ไปในที่เหล่านั้นเลยสักครั้ง และเราก็ไม่รู้จักคนคนนั้นเลยสักที อาจจะคิดเลยเถิดไปได้ว่า ภาพที่เราเห็นในความฝันนั้นอาจเป็นสถานที่แห่งใดในอีกโลกหนึ่ง

แต่เมื่อมนุษย์มีองค์ความรู้เรื่องจิตใต้สำนึกเราจึงบอกได้ว่า ถึงอย่างไร 'โลกของความฝัน' ก็ไม่มีทางเป็นโลกที่อิสระจาก 'โลกที่เราตื่น' ได้

เพราะถ้าหาก 'โลกของความฝัน' เป็นอิสระจาก 'โลกที่เราตื่น' ได้จริง คือ ไม่มีความเกี่ยวโยงยึดโยงกันเลยนั้น ความฝันในแบบแรกก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ มันน่าจะเป็นสถานที่หรือเหตุการณ์พิสดารประหลาดโลกไปเลย หรืออาจมีเรื่องราวและชีวิตที่เติบโต เกิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยคาดคิดใน 'โลกที่เราตื่น' เลยนั้นควรเข้ามาหาเราได้ใน 'โลกของความฝัน'

แต่มันก็เป็นไปได้ที่จะคิดว่า


'โลกของความฝัน' เป็นโลกใบที่เป็นอิสระจาก 'โลกที่เราตื่น'

และ

'โลกของความฝัน' ใบนั้นก็ไม่ได้แตกต่างหรือพิสดารไปกว่า 'โลกที่เราตื่น' เลย มันเหมือนกันแต่ทว่าอิสระจากกัน เป็นโลกใบที่คู่ขนานกันไป เราข้ามไปข้ามมาระหว่างสองโลกนี้ได้ด้วย 'ยานแห่งการหลับใหล'

แนวคิดแบบนี้ก็จะทำให้ 'โลกของความฝัน' เป็นอิสระจาก 'โลกที่เราตื่น' ได้อย่างสมบูรณ์ แนวคิดนี้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะบอกกับเราว่า มันคือ จินตนาการสำหรับใช้เป็นพล็อตเรื่องในการสร้างนิยายเท่านั้น

แต่ข้อสรุปจากวิทยาศาสตร์ที่ได้ก็ไม่ได้หมายความว่า แนวคิดนี้ไม่มีโอกาสที่จะเป็นเรื่องจริง

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 5, 2008

กายไม่ไหวแต่ข้างในยังตื่น

ปกติผมไม่ใช่คนหลับยากแต่ก็ไม่ได้ง่ายขนาดว่าหลับได้ทุกที่ทุกเวลา เรียกว่าเป็นคนที่หลับได้อย่างปกติธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ต้องอาศัยยานอนหลับเมื่อถึงเวลาที่ควรนอน

แต่ครั้งที่ไม่ปกติ ในขณะที่สมองกำลังจดจ่อกับอะไรบางอย่างที่สามารถทำให้ความคิดพุ่งพล่านอยู่อย่างไม่หยุดนิ่ง ใจเต้นระรัวด้วยความระทึก ไม่เหมือนความรู้สึกที่ได้จากหนังสยองขวัญหรือฆาตกรรมอะไรทำนองนั้น แต่มันเหมือนว่ากำลังตื่นเต้นกับอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ผุดมาจากข้างในตัวผม เป็นความคิดสร้างสรรค์อะไรบางอย่าง อาจเป็นพล็อตเรื่องสั้นสักเรื่อง หรือการจัดวางทางศิลป์ที่อยากจะลองจัดให้กับเว็บไซต์สักแบบ หรืออาจเป็นแค่ปริศนาในวีดีโอเกมที่ไขออกและเนื้อเรื่องกำลังจะดำเนินต่อไป เหล่านี้เป็นความตื่นเต้นที่ทำให้ใจระทึกอย่างที่ผมว่า

ครั้งหนึ่งผมต้องตื่นแต่เช้าตรู่ในวันรุ่งขึ้น ผมยังนอนไม่หลับซึ่งมันก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว ผมจำเป็นต้องพักผ่อนด้วยการนอนหลับให้เร็วที่สุด

ทั้งที่ร่างกายของผมบอกว่าควรนอนหลับพักผ่อนได้แล้ว แต่ความไม่ปกติของความคิดด้วยหลายหลายเหตุผลที่ผมกล่าวมา มันบอกว่า ‘ข้างใน’ ของผมยังตื่นอยู่แบบตาสว่าง เสมือนว่านี่เป็นเวลาเที่ยงวันมิใช่เที่ยงคืนอย่างที่เป็นอยู่ ผมปิดไฟและล้มตัวลงบนที่นอน ซึ่งผมคิดเสมอว่ามันช่างเป็นพื้นที่อันน่าภิรมย์สำหรับการพักผ่อนยิ่งนัก

แม้ว่าดวงตาของผมอยากจะปิดตัวลงเพียงใด ขมับทั้งสองข้างล้าและปวดจวนระเบิดด้วยความอ่อนเพลียสักแค่ไหน แต่ผมกลับนอนไม่หลับ โดยใช้เวลาอยู่เป็นชั่วโมงในการพลิกหาท่านอนที่สบาย ตะแคงซ้ายที ตะแคงขวาที จนท้องน้อยรู้สึกถึงปริมาณน้ำที่บรรจุอยู่ในกระเพราะปัสสาวะ ทนไม่ไหวจึงต้องลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ

ผมมักจะแนะนำใครต่อใครที่ประสบปัญหานอนไม่หลับให้อ่านหนังสือที่มีเนื้อหาหนักๆ เน้นไปทางด้านการใช้ความคิดความเข้าใจสูง เรียกง่ายๆ ว่าต้องใช้สมาธิและความนิ่งในการอ่านสูงกว่าปกติก่อนที่จะเข้านอน หนังสือเกี่ยวกับธรรมะคงเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด

แต่เมื่อประสบปัญหานั้นกับตัวเองโดยมีอาการปวดขมับ ดวงตาล้า และมึนหัวเข้ามาเพิ่มหลังจากที่นอนพลิกไปพลิกมาอยู่นาน ก็ได้หันหลังให้กับวิธีของตัวเองโดยสิ้นเชิง ไม่หันมองไปที่ชั้นหนังสือแม้หางตา

กว่าจะหลับได้นับเวลาที่พยายามข่มตานอนรวมแล้วก็ไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง
ไม่ใช่เพราะว่าสงบจิตสงบใจลงได้แต่เพราะว่าพลิกตัวจนเหนื่อยจนล้าเต็มทีทำให้สลบไสลไปมากกว่า

ผมจึงเข้าใจได้ในทันทีว่า ที่ผมหลับลงอย่างง่ายดายไปทุกวันๆ นั้น โดยที่ร่างกายไม่ได้เหนื่อยอ่อน คงมาจาก 'ข้างใน' สั่งให้ผมหลับมากกว่า

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 2, 2008

'ห้วงเวลา' ที่ถูกค้นพบยามอดนอน

เป็นระยะเวลารวม 38 ชั่วโมงเต็มที่ผมไม่ได้หลับหรืองีบแม้สักนาที แต่ผมยังต้องลืมตาตื่นเพื่อเดินทางกลับห้องพักของตัวเองให้ได้ ผมเดินบนทางเท้าริมถนนด้วยอาการที่ยังเรียกได้ว่าปกติเมื่อเทียบกับจำนวนชั่วโมงที่ผิดปกติของการไม่ได้พักผ่อนนั่นแล้ว

ความรู้สึกนั้นอยากกลับถึงห้องและล้มตัวลงนอนให้เร็วที่สุด หากว่าต้องนั่งนิ่งรอคอยรถประจำทางสายที่จะพาผมไปถึงที่หมาย ด้วยการมองรถคันแล้วคันเล่าผ่านไปผ่านมาอาจทำให้ผมหลับไปโดยไม่รู้ตัวอย่างแน่นอน

ผมจึงตัดสินใจโบกเรียกรถแท๊กซี่แทน โดยไม่ได้คิดถึงว่าการนั่งบนเบาะอันหนานุ่มที่สอดรับสรีระร่างกายอย่างพอดีและอากาศเย็นฉ่ำนั้นจะให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน

ผมไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังแค่กระพริบตาตามจังหวะธรรมชาติ หรือเปลือกตานั้นกำลังคล้อยต่ำลงเป็นเวลานานกว่าชั่วพริบตาธรรมดา เหมือนยังรู้สึกตัวแต่ดวงตาปิดสนิท กระพริบตาครั้งนี้ จึงลึกล้ำและยาวนาน

ในความรู้สึกผมได้เข้าสู่ค่ำคืนอันแสนยาวนาน นิ่งสนิท โลกแห่งความจริงปิดสนิท โลกแห่งความฝันก็ไม่เปิดต้อนรับ ผมอยู่ในห้วงที่สงบสงัดยิ่ง

เหมือนผมได้สาปสูญไปจากโลกทั้งสองโดยสิ้นเชิง หายเข้าไปในห้วงอะไรสักอย่าง ไม่ปรากฏร่างความคิด หรือตัวตนอะไรเลย โลกที่สัมผัสได้หายวูบไปทันทีเหมือนโดนยาสลบ แต่ต่างกันที่ไม่มีความฝันอยู่ในนั้น ไม่มีอะไรทั้งสิ้น

จริงๆ แล้วย่อหน้านี้ผมจะต้องปล่อยให้ว่างเปล่าเอาไว้ เพื่ออธิบายความว่างเปล่าของห้วงเวลาดังกล่าวนั้นได้ถูกต้องตามความว่างเปล่าของมัน แต่นั่นอาจเป็นการอธิบายที่ไม่สื่อกับผู้อ่านเท่าใด

จากบริเวณที่ผมขึ้นแท๊กซี่ขึ้นมานั้นถึงบริเวณนี้ เป็นระยะทางประมาณห้าร้อยเมตรเห็นจะได้ แต่กลับรู้สึกเหมือนได้ผ่านค่ำคืนแห่งการหลับใหลมาและกำลังลืมตาตื่นขึ้นพบกับรุ่งเช้าอันเบิกบานและแจ่มใส

แต่เมื่อลืมตาขึ้นพบกับความจริงว่า ผมยังอยู่บนแท๊กซี่คันเดิมที่จอดนิ่งสนิทบริเวณสี่แยกเพื่อรอสัญญาณไฟเขียวอยู่ ในยามค่ำของวันที่อากาศค่อนข้างเย็นวันหนึ่ง ฟ้ามืดสนิทแสงสว่างที่เจิดจ้าอยู่ภายนอกรถนั้นมากจากแสงไฟรายทางถนน จากไฟหน้ารถที่วาบผ่านไป และไฟตามตึกรามบ้านช่อง หาใช่แสงสีส้มของอาทิตย์ยามเช้าไม่ มาตรบอกค่าโดยสารปรากฏตัวเลขราคาค่าโดยสาร 37 บาทเท่านั้น และผมได้งีบไปไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ

ความปรารถนาของผมได้สมใจเมื่อเวลาจากนาฬิกาแขวนในห้องผมบอกว่า เลยเวลาสี่ทุ่มมาประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว ผมอยู่บนที่นอนและพร้อมที่จะเข้าสู่ห้วงแห่งการหลับใหลอันแสนรื่นรมย์เสียที